วันศุกร์, กันยายน 17, 2021
Home > Cover Story > ตลาดต้นไม้โตสวนกระแส ธุรกิจทำเงินยุค Work From Home

ตลาดต้นไม้โตสวนกระแส ธุรกิจทำเงินยุค Work From Home

หากจะเปรียบเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นคลื่นสึนามิที่ซัดเข้าใส่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจบางรายตั้งหลักไม่อยู่ล้มระเนระนาดก็คงจะไม่ผิดนัก ผู้ประกอบการธุรกิจบางรายที่ยังมีทุนรอน มีสายป่านยาวเพียงพอจะพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง แต่จะต้องปรับตัวอยู่มากพอสมควร

แต่ยังมีอีกหลายกิจการที่ไปไม่รอด ต้องประกาศหยุด ยกเลิกหรือขายกิจการไปในที่สุด เพื่อเป็นการลดหรือตัดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หลายคนมองว่ากิจการที่น่าจะไปได้ในสถานการณ์อันยากลำบากนี้คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่นั่นต้องแลกกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ช่องทางการขายที่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ แม้จะมีช่องทางออนไลน์เป็นตัวเสริม แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบหรือตัวแปรที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์อันยากลำบาก

นอกจากธุรกิจอาหารที่พอจะมีช่องทางให้ไปต่อได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ “ไปต่อได้” เท่านั้น ทว่า กลับสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการในเวลานี้ นั่นคือ ธุรกิจต้นไม้

ก่อนหน้าที่สถานการณ์โควิดจะลุกลามบานปลายเช่นทุกวันนี้ ตลาดต้นไม้นั้นซบเซาเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว มีเพียงต้นไม้ไม่กี่สายพันธุ์ที่ยังคงมีการซื้อขายกันอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่คึกคักมากนักแต่กระแสแทบไม่แผ่วในกลุ่มนักเล่นไม้ด้วยกัน นั่นคือ กระบองเพชร ไม้อวบน้ำ และไม้ใบ

ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 ช่วงนั้นเองที่ตลาดต้นไม้เริ่มกลับมาคึกคักและอยู่ในกระแสความต้องการของผู้บริโภคอีกครั้ง เมื่อประชาชนเริ่มมองหาตัวช่วยในการฟอกอากาศภายในบ้าน นอกเหนือไปจากเครื่องฟอกอากาศ

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกแรกที่ภาครัฐประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์และมาตรการ Work From Home เพื่อลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสนั้น มาตรการนี้จึงเป็นเหมือนตัวจุดชนวนให้ตลาดต้นไม้ค่อยๆ ฟื้นตัว

เมื่อการปลูกต้นไม้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสร้างความผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด เป็นกิจกรรมยามว่างของประชาชนเมื่อต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่าช่วงเวลาปกติ

สองประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น คงสร้างให้เกิดยอดขายในตลาดต้นไม้ได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่ที่กลายเป็นกระแส เป็นเทรนด์ที่แม้แต่คนไม่สนใจการปลูกต้นไม้ยังต้องทำตาม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนราคาต้นไม้ในตลาด ดีมานด์เพิ่มสูงขึ้น นั่นคือการโพสต์ภาพลงบนโลกโซเชียลของนักแสดงสาว ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์

ต้นไม้ฟอกอากาศที่เป็นที่ต้องการของตลาดในเวลานั้น ได้แก่ ไทรใบสัก มอนสเตอรา ยางอินเดีย กุหลาบหิน ฟิโลหูช้าง ฟิโลใบหัวใจ เป็นต้น ซึ่งโดยพื้นฐานของราคาต้นไม้ในกลุ่มนี้เริ่มต้นที่ราคา 50 บาท แต่เมื่อมีความต้องการที่สูงขึ้น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจึงค่อยๆ ปรับราคาให้สูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากหลักสิบกลายเป็นหลักร้อย หลักพัน และบางชนิดราคาสูงถึงหลักหมื่น

ปัจจุบันแม้ต้นไม้ฟอกอากาศจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมากลายเป็นไม้ที่มีความพิเศษในตัว นั่นคือ ไม้ด่าง ที่เสมือนเป็นจุดขายใหม่ที่ทำให้สินค้านั้นๆ สามารถอัปราคาเพิ่มสูงขึ้นจากหลักร้อยสู่หลักล้าน เรียกได้ว่า ไม้ด่างหรือไม้ที่มีความผิดปกติทางยีนส์ทุกสายพันธุ์ในเวลานี้ กลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ราคาจะสูงถึงหลักล้านในบางสายพันธุ์ แต่ยังคงมีผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะสู้ราคา

ตลาดไม้ฟอกอากาศ ไม้ด่าง แม้จะยังไม่มีใครออกมาตีมูลค่าตลาดเป็นตัวเลขที่ชัดเจน หรือไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ ว่าปัจจุบันมีเงินสะพัดในตลาดแห่งนี้เท่าไร ทว่า ต้องยอมรับว่า ธุรกิจต้นไม้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการได้ไม่น้อย

หลายคนจึงเบนเข็มทิศมายังตลาดนี้ และจับเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวในยามวิกฤต ในขณะที่บางคนสามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ในวันที่ต้องตกอยู่ในสถานะว่างงาน เพราะรายได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงสูงสุดของตลาด สามารถช่วยกู้วิกฤตด้านการเงินได้

ธุรกิจการบินต้องหยุดชะงัก แน่นอนว่าแรงงานที่อยู่ในแวดวงนี้จำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากตกงาน นิติพันธุ์ ลีละสุวัฒนากุล สจ๊วตการบินไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ และตัดสินใจเรียนรู้การเพาะเลี้ยงไม้ฟอกอากาศ ไม้ด่างหลายชนิด จนกระทั่งทำเป็นธุรกิจส่งออกต้นไม้สร้างรายได้ให้แก่ตัวเองเดือนละหลายแสนบาท

ด้านนักแสดงชายอย่าง เคน ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค เป็นอีกคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาในวงการต้นไม้ได้แค่ 1 ปี โดยเริ่มจากการสะสมต้นไม้สายพันธุ์ที่ชอบ สู่การเพาะขยายพันธุ์จนมีปริมาณเพิ่มขึ้นจึงตัดสินใจขาย ซึ่งนอกจากลูกค้าที่เป็นฐานแฟนคลับเดิมแล้ว ยังได้กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักเล่นไม้ ทั้งนี้เจ้าตัวยังเปิดเผยว่าซัปพลายที่มีอยู่ในมือตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะขายให้ในตลาดในประเทศ ดังนั้นการส่งออกคงยังเป็นเรื่องยาก

ปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ต้นไม้ด่างกลายเป็นที่ต้องการของตลาดภายในเวลาไม่นาน คือ ความสวยงามของตัวต้นไม้เอง ภาวะด่างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทั้งการด่างแบบจุด ด่างกระจาย หรือด่างครึ่งใบ นับเป็นความแปลกที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เล่นไม้ด่างไม่น้อย และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ราคาถูกปรับให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด อีกทั้งการที่ไม้ด่างไม่ได้มีปริมาณมาก เนื่องจากบางครั้งการเพาะเพื่อขยายพันธุ์ ไม้ด่างอาจเติบโตไม่ทันต่อความต้องการ

มาตรการของภาครัฐที่สั่งปิดกิจการกิจกรรมหลายประเภท และให้เปิดได้เฉพาะร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม นั่นทำให้ตลาดต้นไม้ย่านจตุจักรจำเป็นต้องหยุดดำเนินการตามคำสั่งของ ศบค. แต่นั่นกลับไม่ใช่อุปสรรคของผู้ประกอบการที่ปรับตัวไปตามสถานการณ์ของโลกและเทคโนโลยี

เมื่อสามารถเปิดร้านตั้งแผงขายต้นไม้ผ่านออนไลน์ ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการเดินทางหรือไม่สะดวกที่จะเดินทางไปยังหน้าร้าน

นอกจากนี้ การไลฟ์สดที่กลายเป็นช่องทางการขายสินค้าในเวลานี้ ที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งให้เกิดความต้องการที่สูงขึ้นด้วย ข้อดีการไลฟ์สด เกิดการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งสองฝั่งสามารถตอบโต้กันได้รวดเร็วไม่ต่างจากการซื้อผ่านหน้าร้าน และยังเป็นการเร่งให้เกิดความต้องการที่สูงขึ้น เมื่อมีการแย่งชิง จับจองสินค้า หรือประมูลใส่ราคากันผ่านการไลฟ์ เมื่อสินค้าใดที่เป็นที่ต้องการของตลาด ผู้ที่ดูไลฟ์สดจะมีความรู้สึกต้องการสินค้านั้นๆ ด้วยเช่นกัน นั่นทำให้เกิดดีมานด์ที่สูงขึ้น

กระนั้นก็ยังมีข้อเสียบางประการในการซื้อขายต้นไม้ผ่านทางออนไลน์คือ ระบบการจัดส่งที่ดูเหมือนว่า จะมีแต่บริษัทไปรษณีย์ไทยเท่านั้นที่รองรับการส่งต้นไม้

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ควรระวังในการเข้าสู่วงการไม้ด่างคือ กระแสนี้อาจจะอยู่ไม่นาน หากเป็นมือใหม่ที่อยากจะเข้ามาแสวงหากำไรในวงการนี้ และใช้วิธีซื้อเพื่อเก็งกำไรอาจพบความเสี่ยงมากกว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในวงการและเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ แม้ราคาไม้ด่างจะตกลงแต่ยังไม่เสี่ยงเท่ากับผู้ที่เข้ามาเพื่อหวังเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจากกระแสไม้ด่างในกลุ่มไม้ฟอกอากาศจะสร้างสีสันให้แก่ตลาดต้นไม้ได้ในยามนี้แล้ว อีกหนึ่งตลาดที่ไม่เคยเงียบ เพียงแต่ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นกระแสแบบหวือหวา แต่หากพูดถึงราคาการซื้อขาย ต้องยอมรับว่า กระบองเพชร เป็นต้นไม้ที่มีการแข่งขันกันในเรื่องราคาดุเดือดมากพอสมควร การซื้อขายในตลาดกระบองเพชรค่อนข้างมั่นคงกว่าไม้อื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้เพาะเลี้ยงจำนวนมาก ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ราคาตลาดกลับไม่ลดลงเลย

เงื่อนไขที่ทำให้เกิดราคาสูงๆ นั้น มาจากความยากในการเพาะพันธุ์ให้ได้ลักษณะของต้นที่สวยงาม เพราะกระบองเพชรเป็นไม้ที่ต้องอาศัยเวลาในการเลี้ยงดูมากกว่าไม้ทั่วไป บางชนิดใช้เวลา 1 ปี ต้นไม้ถึงจะปรากฎฟอร์มหรือลักษณะเด่นของต้นออกมาให้เห็น กระบองเพชรที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดเริ่มต้นที่ 20-30 บาทต่อต้น แต่หากเป็นสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยม มีลักษณะโดดเด่นครบถ้วน หรืออาจมีความด่างปรากฏขึ้น เชื่อได้เลยว่าการต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของกระบองเพชรงามๆ สักต้น ราคาอาจแตะถึงหลักแสนหลักล้านได้สบาย โดยเฉพาะสายพันธุ์ Gymnocalycium LB2178 หากเป็นไม้ด่างด้วยแล้วราคาแทบไม่เคยตกเลย

การเล่นไม้ด่างทุกสายพันธุ์จำเป็นต้องทำการศึกษาตลาดให้ดี เพราะวงการนี้ไม่ต่างอะไรกับการเทรดหุ้นที่ต้องมีความรอบคอบ ต้องเข้าใจพื้นฐานของตลาด เพราะเทรนด์หรือกระแสไม่มีใครตอบได้ว่า ตลาดต้นไม้ โดยเฉพาะเทรนด์ไม้ด่างที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้จะยังคงอยู่ได้นานเพียงใด เพราะคำว่าเทรนด์หรือแฟชั่น คือมาแล้วก็ไป อาจอยู่ไม่นาน

แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นเพียงกระแสที่รอวันสิ้นสุด แต่อย่างน้อยๆ ก็สร้างเม็ดเงินให้สะพัดในตลาดนี้ได้หลายล้านหรือหลายสิบล้านเลยทีเดียว ตลาดไม้ด่างนับว่าเป็นสีสันที่มองแล้วเพลินตา เพลินใจ แต่คงไม่เพลินปัจจัยในกระเป๋าเงินเท่าใดนัก เพราะถึงแม้หลายคนจะยังคงอยู่ในมาตรการ WFH แต่ยังสามารถจับจ่ายซื้อสินค้ากันได้อย่างปกติ และบางครั้งอาจมากกว่าช่วงเวลาปกติด้วยซ้ำ เรียกได้ว่า เป็นยุคทำเงินสำหรับผู้ประกอบการในตลาดต้นไม้ก็ว่าได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *