วันอังคาร, พฤษภาคม 21, 2019
Home > Cover Story > ดัน 101 The Third Place ปลุก “บิ๊กไอเดีย” ทายาทซีพี

ดัน 101 The Third Place ปลุก “บิ๊กไอเดีย” ทายาทซีพี

หลังจากอภิมหาโครงการ “ไอคอนสยาม” ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ของ ทิพาภรณ์ เจียรวนนท์ ลูกสาวเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ร่วมลงทุนกับกลุ่มสยามพิวรรธน์ เม็ดเงินรวมมากกว่า 54,000 ล้านบาท เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

ถัดมาอีกไม่กี่เดือน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 แมกโนเลียฯ ติดเครื่องลุยตามแผนเผยโฉม 101 The Third Place @True Digital Park ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ครบวงจร พร้อมๆ กับการปลุกปั้นโครงการ ทรู ดิจิทัล พาร์ค บนถนนสุขุมวิท 101 ที่มีพื้นที่มากกว่า 43 ไร่ เพื่อเป็น Global Destination ของคนดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ที่สำคัญ บนเนื้อที่ทุกตารางเมตร คือ บิ๊กโปรเจกต์และบิ๊กไอเดียที่ทิพาภรณ์ต้องการสื่อสารแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ การตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต เพื่อให้การสร้างไม่ใช่แค่ทำเพื่อวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ต้องส่งผลดีต่อทุกชีวิตจนถึงอนาคต

เช่น การสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่ร่วมกันของคนทั้ง 3 รุ่น การสร้างธรรมชาติให้อยู่คู่ธรรมชาติ มีการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สร้างโครงการคุณภาพ มีความปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างชุมชนให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ เน้นความยั่งยืนอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจที่ทิพาภรณ์พยายามชู “จุดขาย” ตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจวันแรกเมื่อปี 2537

ทั้งนี้ เดิมมิกซ์ยูสโปรเจ็กต์ 101 เป็นที่ตั้งของโครงการปิยรมย์ สปอร์ตคลับ ซึ่งเครือซีพีทุ่มเม็ดเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ซื้อมาเมื่อหลายปีก่อน

เวลานั้นทิพาภรณ์ตั้งใจวางแผนลงทุนอีกกว่า 30,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการภายใต้คอนเซ็ปต์ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ สังคมดิจิทัลแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย ประกอบด้วยส่วนที่พักอาศัย 3 อาคาร วางแนวคิดให้ทุกยูนิตใช้ระบบ Smart Home Automation System เทคโนโลยีที่ผู้พักอาศัยสั่งการทำงานต่างๆ ในบ้านได้จากระยะไกล แม้อยู่นอกบ้าน มีสโมสรกีฬาและสุขภาพ พื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ห้องนั่งเล่น Social Lounge โซนสำหรับครอบครัว คอร์ตเทนนิสในร่ม สระว่ายน้ำแบบชายทะเลสไตล์รีสอร์ตแห่งแรกในกรุงเทพฯ และสนามหญ้าขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ ซึ่งทิพาภรณ์ให้ความสำคัญมาก

ขณะเดียวกัน มีพื้นที่ร้านค้าปลีกและพื้นที่สำนักงาน แยกเป็นพื้นที่ให้เช่า 30,000 ตารางเมตร และ co-working space คอนเซ็ปต์ Innovative Office Park รวมถึงพื้นที่เฉพาะสำหรับการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีและการวิจัย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และวางแผนสร้างสกายวอล์กเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส “สถานีปุณณวิถี” เข้าถึงตัวโครงการด้วย

อย่างไรก็ตาม โครงการมีการพัฒนาเพิ่มเติมไอเดียเพื่อเสริมความชัดเจน จนกระทั่งแยกพื้นที่ตามคอนเซ็ปต์ของแต่ละส่วน โดยมีโครงการหลัก คือ ทรู ดิจิทัลพาร์ค ซึ่งบริษัทหมายมั่นปั้นให้เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งแรกในไทยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแยกพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล พื้นที่ไลฟ์สไตล์ และที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ “วิสซ์ดอม (Whizdom)” ภายใต้แนวคิด “Digital Lifestyle–Connecting Possibilities” ออกแบบพื้นที่เปิดโล่งและเชื่อมต่อถึงกัน มีพื้นที่ทำงานและพักผ่อน มีระบบนิเวศครบวงจรในแนวคิด Open Innovation เป็นศูนย์รวมบริษัทข้ามชาติชนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ พร้อมติดตั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 4G+ และ WiFi ครอบคลุมทั่วทั้งโครงการ

นางสาวณิชา ศรีสงวนสกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายงานบริหารพื้นที่พาณิชย์และค้าปลีก บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC กล่าวว่า บริษัทเร่งขยายธุรกิจในรูปแบบหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าภายใต้ปรัชญา For All Well-Being อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เปิดตัวไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ครบวงจรแห่งแรกของกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ 101 The Third Place @True Digital Park อย่างเป็นทางการ

สำหรับ 101 The Third Place @True Digital Park เป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ อยู่ภายในโครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค โดยบริษัทคาดหวังว่าที่นี่จะเป็นพื้นที่ความสุขแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ ผสมผสานพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับธรรมชาติและเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่สำหรับชีวิตประจำวันที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับคนเมืองรุ่นใหม่

“รูปแบบของธุรกิจนี้นับเป็นครั้งแรกในเมืองไทยกับไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่คนเมืองสามารถใช้ชีวิตยามว่างได้ตลอดทั้งวัน เทียบเท่ากับ Third Place หรือเป็นสถานที่สุดโปรด รองจากที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงาน ด้วยพื้นที่ขนาด 40,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่สำหรับออกกำลังกาย พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจกว่า 5,000 ตารางเมตร พื้นที่สำหรับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง และพื้นที่กิจกรรมทางสังคม เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมืองควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยรอบ”

พื้นที่ของ 101 The Third Place จะประกอบด้วย 3 โซนหลัก เริ่มจากโซนแรก 101 Park เป็นพื้นที่สีเขียวกว่า 5,000 ตารางเมตร ที่สอดแทรกอยู่ทั่วคอมเพล็กซ์ มีแลนด์สเคปเป็นพื้นที่แนวนอนกว่า 3 ไร่ ประกอบด้วยสวนบนดาดฟ้า สวนที่ออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติท้องถิ่นเพื่อคืนระบบนิเวศดั้งเดิมสู่พื้นที่โดยรอบโครงการและสนามหญ้าขนาดใหญ่ที่สามารถดัดแปลงเป็นลานกิจกรรม โดยผู้ใช้บริการสามารถชมการแสดงไปพร้อมๆ กับพักผ่อนท่ามกลางแมกไม้ร่มรื่นแบบเดียวกับสวนสาธารณะตามเมืองใหญ่ๆ ของโลก

โซนที่ 2 Hillside Town พื้นที่ค้าปลีกที่ไม่ได้มีเพียงร้านค้าเรียงตัวกัน แต่แยกตามประสบการณ์การช้อปและชิม ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเล็กๆ กลางหุบเขา ลัดเลาะตามทางเดินบนเนินที่โค้งตัวไปมา สำรวจสินค้าไลฟ์สไตล์และอาหารหลากหลายประเภทที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยหลากหลายประเภท

โซนที่ 3 เรียกว่า 24-Hour Street รองรับชีวิตคนเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง รูปแบบถนนที่ไม่มีวันหลับใหลรายล้อมด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านสะดวกซื้อ เพื่อตอบโจทย์คนนอนดึก

ล่าสุด ภายในโครงการมีร้านค้าและร้านอาหารเช่าแล้ว 90% คาดภายในเดือน มี.ค. จะมีลูกค้าที่สนใจเช่าพื้นที่เข้ามาในส่วนของพื้นที่เช่าที่เหลืออีก 10% จนครบ 100% และมีร้านค้าเปิดให้บริการแล้ว 80% ส่วนที่เหลือจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนมีนาคม จากปัจจุบันอัตราค่าเช่าในโครงการอยู่ระหว่าง 1,200-2,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สัญญาการเช่าพื้นที่ของลูกค้ามีทั้งสัญญาระยะสั้น และระยะยาว โดยสัญญาเช่าสูงสุดอยู่ที่ 12 ปี ซึ่งมีผู้เช่าพื้นที่แล้ว คือ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต

เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้ามีจำนวนผู้มาใช้บริการประมาณ 40,000-50,000 คนต่อวัน โดยจะใช้จุดขายสำคัญ คือ มีร้านค้า ร้านอาหาร 18 ร้าน ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงรองรับจำนวนผู้อยู่อาศัยในโครงการ 101 ซึ่งมีทั้งอาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียม จำนวน 2,000 ยูนิต มีผู้อยู่อาศัยกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ 101 The Third Place จะรองรับกำลังซื้อจากประชากรในพื้นที่รัศมี 3-5 กิโลเมตร กว่า 3-4 ล้านคน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่พักอาศัยในย่านสุขุมวิท 101 รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ชาวอังกฤษ สหรัฐฯ จีน และเกาหลี

แน่นอนว่า หากแนวคิดบิ๊กโปรเจกต์ 101 แจ้งเกิดและแมกโนเลียฯ สามารถทำให้ความเป็น “The Third Place” เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เกมการสร้างจุดขายทางการตลาด ย่อมเป็นการปูทางให้อีกหนึ่งอภิมหาโครงการที่จ่อคิวเปิดให้บริการในปี 2565 นั่นคือ เดอะฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS) Mixed-Use Lifestyle ซึ่งทิพาภรณ์วางแผนเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรายล้อมด้วยผืนป่า และพื้นที่เชิงพาณิชย์ รองรับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย ครอบคลุมคน 4 กลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ มีจุดเด่นที่ธรรมชาติและสังคมอยู่รวมกันภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความสุขที่แท้จริง” บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กม. 5-7 มูลค่าการลงทุนมากกว่า 90,000 ล้านบาท หรือเกือบ 1 แสนล้านบาท

ภายในเดอะฟอเรสเทียส์ แบ่งเป็น 2 โซนใหญ่ ได้แก่ โซนด้านหน้า หรือโซนพับลิก เป็นพื้นที่อาคารสำนักงาน โรงแรมระดับ 4 ดาว และชอปปิ้ง รีเทล หรือคอมมูนิตี้เซ็นเตอร์

อีกโซนอยู่ด้านใน หรือเออร์เบิน โซน สร้างเป็นเมืองที่คนทั้ง 4 กลุ่มวัยอยู่รวมกันได้ ประกอบด้วย 1. คอนโดมิเนียมไฮไรส์ แบรนด์วิสซ์ดอม เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 25-35 ปี 2. คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ แบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ รองรับคนกลุ่มอายุ 40-45 ปี 3. บ้านเดี่ยวหรือวิลล่าหรู มัลเบอร์รี่ โกรฟ และ 4. ที่พักของผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้กับผู้ที่ต้องการผู้ดูแล

น่าติดตามว่า ทั้ง “101 The Third Place” และเมืองแห่งความสุขที่ยั่งยืนอย่าง “เดอะ ฟอเรสเทียส์” จะแจ้งเกิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเกมธุรกิจรอบนี้มีเดิมพันเม็ดเงินสูงถึงหลักแสนล้านด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *