วันอังคาร, พฤษภาคม 23, 2017
Home > On Globalization > ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในอเมริกาและอังกฤษ

ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในอเมริกาและอังกฤษ

 
 
Column: Women in Wonderland
 
บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินประโยคที่ว่า ผู้ชายได้รับเงินเดือนในแต่ละปีมากกว่าเงินที่ผู้หญิงได้รับตลอดทั้งชีวิต หลายๆ คนอาจจะคิดว่า การที่ผู้หญิงได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายนั้นเป็นเพราะว่า พวกเธอเลือกทำงานที่มีความง่าย ไม่สลับซับซ้อน ทำให้พวกเธอได้รับเงินเดือนที่น้อยกว่า หรืออย่างในต่างประเทศก็มีประชาชนบางส่วนที่เชื่อว่า การที่ผู้หญิงได้รับเงินเดือนน้อยกว่าก็เป็นเพราะพวกเธอทำงานพาร์ทไทม์ ในขณะที่ผู้ชายทำงานเต็มเวลา จึงทำให้ผู้หญิงมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาเรื่องช่องว่างของเงินเดือนระหว่างผู้ชายและผู้หญิงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นเลย
 
ช่องว่างของเงินเดือนหรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Gender Pay Gap เป็นปัญหาเรื่องผู้ชายกับผู้หญิงที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน มีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่กลับได้รับเงินเดือนแตกต่างกัน ส่วนจะแตกต่างกันมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆ ว่ามีปัญหาช่องว่างของเงินเดือนมากขนาดไหน จริงๆ แล้วปัญหาเรื่องช่องว่างของเงินเดือนนั้นเป็นปัญหาที่มีมายาวนานแล้ว และเป็นปัญหาของทุกประเทศ รวมไปถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นต้น ก็ยังคงต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้
 
ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา American Association of University Women หรือเรียกย่อๆ ว่า AAUW ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง Gender Pay Gap ในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานาน ได้เปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 
 
ในปี 2015 ผู้หญิงอเมริกันที่ทำงานเต็มเวลาเหมือนกับผู้ชาย ถึงแม้ว่าจะทำงานเดียวกันก็ยังได้เงินเดือนน้อยกว่า โดยผู้หญิงจะได้เงินเดือนประมาณ 80% ของเงินเดือนที่ผู้ชายได้รับ ซึ่งนี่หมายความว่า ในปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีช่องว่างของรายได้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายประมาณ 20%
 
AAUW ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ช่องว่างของเงินเดือนในสหรัฐอเมริกานั้นลดลง จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา ช่องว่างของเงินเดือนมีแนวโน้มที่ลดลงมาเรื่อยๆ เพราะผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น มีผู้หญิงออกมาทำงานเต็มเวลามากขึ้น และอัตราการขึ้นเงินเดือนของผู้ชายมีการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้ช่องว่างของรายได้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ 
 
AAUW ยังได้คาดการณ์ไว้ว่า ช่องว่างของรายได้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายจะหมดไปในปี 2059 แต่ถ้าหากเรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ในแต่ละปีสามารถลดช่องว่างของรายได้ได้เพียงนิดเดียว และการที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะได้รับเงินเดือนเท่ากันก็น่าจะต้องรอไปอีก 135 ปี
 
หรืออย่างที่สหราชอาณาจักรเองก็มีการศึกษาเรื่องช่องว่างของเงินเดือนเหมือนกัน ทาง Resolution Foundation ได้มีการทำวิจัยเพื่อศึกษาเรื่องช่องว่างของเงินเดือนของคนทำงานในสหราชอาณาจักร ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้พบว่า ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุอยู่ในช่วง 20–30 ปีนั้นมีแนวโน้มลดลง แต่ในกลุ่มคนทำงานที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ช่องว่างของเงินเดือนกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ในการศึกษาครั้งนี้ได้แบ่งกลุ่มคนทำงานออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน โดยแบ่งตามปีที่เกิด คือ 1) Greatest Gen คือคนที่เกิดในปี 1911–1925 2) Silent Gen คือคนที่เกิดในช่วง 1926–1945 3) Baby Boomers คือคนที่เกิดในปี 1946–1965 คนที่เกิดในกลุ่มนี้ก็คือรุ่นคุณปู่คุณย่าของพวกเรา  4) Gen X คือคนที่เกิดในปี 1966–1980 ปัจจุบันก็จะมีอายุประมาณ 37–71 ปี คนในกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มคนวัยกลางคนไปจนถึงรุ่นคุณพ่อคุณแม่ และ 5) Millennials คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1981–2000 ปัจจุบันก็จะมีอายุระหว่าง 17–36 ปี ซึ่งก็คือกลุ่มเด็กวัยรุ่นจนถึงคนหนุ่มสาวในวัยทำงาน
 
ผลการศึกษาพบว่า ช่องว่างของเงินเดือนนั้นมีการลดลงอยู่เรื่อยๆ โดยดูได้จากความแตกต่างของรายได้ในตอนที่เริ่มทำงานระหว่างผู้ชายและผู้หญิง คนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นทำงานตอนอายุ 20 ต้นๆ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างยุคที่ 3–5 ก็พบว่า ตอนที่เริ่มทำงานนั้น คนที่เกิดในช่วง Baby Boomers มีช่องว่างของรายได้ที่แตกต่างกันถึง 16% ในขณะที่กลุ่ม Gen X  ผู้ชายและผู้หญิงมีรายได้แตกต่างกันประมาณ 9% และสุดท้ายกลุ่ม Millennials เมื่อเริ่มทำงานพวกเขามีรายได้ที่แตกต่างกันประมาณ 5%
 
แต่ในทุกช่วงของคนทำงาน เมื่อพวกเขาเหล่านี้มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ช่องว่างของรายได้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อพวกเธอเหล่านี้มีอายุ 45 ปีขึ้นไปจะยิ่งเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ช่องว่างของเงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงอายุนี้ คือการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นระดับบริหาร  
 
ช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นหัวหน้างานระดับอาวุโสหรือเลื่อนขึ้นมาทำงานในระดับผู้บริหาร แต่คนที่ได้เลื่อนขึ้นไปทำงานในตำแหน่งเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย และผู้หญิงจะยังทำงานอยู่ในตำแหน่งเดิม เพราะหลายคนยังมีความเชื่อว่า ผู้ชายมีความเป็นผู้นำและตัดสินใจได้ดีกว่า ทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่สามารถที่จะเลื่อนขึ้นไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ ช่องว่างของรายได้จึงเห็นได้อย่างชัดเจน
 
ถึงแม้ว่าในทุกวันนี้จะมีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นผู้บริหาร แต่พวกเธอก็ยังได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายที่ทำงานในตำแหน่งบริหารเหมือนกัน
 
การที่ผู้หญิงได้รับเงินเดือนที่น้อยกว่าผู้ชายนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ทางการเงินของผู้หญิงโดยส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่แต่งงานค่อนข้างช้า และมีอีกส่วนที่ตัดสินใจไม่แต่งงานและทำงานหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง การที่พวกเธอมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายนั้นส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพวกเธอ อย่างเช่น ถ้าต้องการซื้อบ้านหนึ่งหลัง รายได้ของผู้ชายจะมีเพียงพอต่อการผ่อนชำระในแต่ละเดือน ในขณะที่ผู้หญิงอาจจะต้องหางานทำเพิ่มเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการผ่อนชำระค่าบ้านและค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
 
อย่างที่สหรัฐอเมริกา มีผู้หญิงถึง 14% ที่มีอายุระหว่าง 18–64 ปี ที่ถูกจัดให้เป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำของประเทศ ในขณะที่มีผู้ชายเพียงแค่ 11% ที่ถูกจัดให้มีรายได้ต่ำ สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปนั้น มีผู้หญิงถึง 10% และผู้ชาย 7% ที่ถูกจัดว่าเป็นคนรายได้ต่ำ ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องช่องว่างของเงินเดือนได้ ก็จะทำให้ผู้หญิงมีรายได้มากขึ้น ทำให้จำนวนผู้หญิงที่ถูกจัดว่าเป็นคนที่มีรายได้ต่ำของประเทศหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง
 
ปัญหาเรื่องช่องว่างของรายได้นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ในตอนที่ยังทำงานเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบไปถึงตอนที่เกษียณแล้ว ในต่างประเทศเงินเดือนจำนวนหนึ่งจะถูกหักไปเพื่อเก็บไว้ใช้ในตอนที่เกษียณแล้ว ซึ่งการที่ผู้หญิงได้รับเงินเดือนที่น้อยกว่าก็จะทำให้มีเงินเก็บสำหรับใช้ตอนเกษียณน้อยลงไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา เงินบำนาญและสวัสดิการที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับเงินเดือน ดังนั้นเมื่อผู้หญิงมีรายได้น้อยกว่า ก็จะทำให้ได้รับสวัสดิการต่างๆ จากภาครัฐน้อยลง หรือผลประโยชน์จากการทำประกันชีวิตก็จะได้น้อยกว่าผู้ชาย เพราะมีเงินเดือนน้อยกว่า
 
เรื่องช่องว่างของรายได้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องแก้ไข ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มทำงานจนถึงตอนเกษียณ และยิ่งทุกวันนี้มีผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นคนหารายได้หลักให้กับครอบครัว หรืออาจจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งจะต้องเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายสำหรับลูกๆ อย่างที่สหรัฐอเมริกาพบว่า มีผู้หญิงมากกว่า 40% ที่มีลูกอายุน้อยกว่า 18 ปี และเป็นคนหารายได้หลักเข้าครอบครัว ดังนั้นการที่พวกเธอมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย ทำให้พวกเธออาจจะต้องหางานอื่นทำเพิ่มเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดูแลทุกคนในครอบครัว
 
ถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศนี้ช่องว่างของรายได้มีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ สหราชอาณาจักรก็ยังมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ อย่างเช่นตอนที่ David Cameron เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เคยประกาศไว้ว่าจะทำให้ปัญหาช่องว่างของรายได้สิ้นสุดลงในรุ่นของพวกเรา เพื่อให้รุ่นลูกหลานของเราไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้อีกต่อไป และต่อมาเมื่อนาง Theresa May ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอก็ให้สัญญาว่าจะแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ประเทศอังกฤษเป็นที่ที่ดีสำหรับทุกคนในการทำงาน
 
นโยบายของสหราชอาณาจักรในตอนนี้สำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องช่องว่างของรายได้คือ ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป บริษัทใดก็ตามที่มีลูกจ้างมากกว่า 250 คน จะต้องมีการเปิดเผยว่า พวกเขาจ่ายเงินเดือนและเงินโบนัสให้กับพนักงานชายเท่าไหร่และพนักงานหญิงเท่าไหร่ นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พนักงานทุกคนรับทราบโดยทั่วกันว่า บริษัทมีการจ่ายเงินให้กับทุกคนในอัตราที่พอๆ กัน และต้องการให้บริษัทมีความเป็นธรรมสำหรับทุกเพศในการจ่ายเงินเดือน 
 
ตอนนี้เราคงต้องรอดูว่าเมื่ออังกฤษเริ่มใช้นโยบายนี้แล้วในปีหน้า ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างหญิงและชายมีการลดลงอีกหรือไม่ และถ้าหากว่านโยบายนี้ประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างของเงินเดือนลง ประเทศอื่นๆ ก็น่าจะนำนโยบายนี้ไปปรับใช้กับประเทศของตนเองเพื่อยุติปัญหาเรื่องช่องว่างของรายได้
 
 
Photo Credit: http://www.freeimages.com/photo/euro-coins-texture-1143814