วันศุกร์, มีนาคม 24, 2017
Home > Cover Story > ชาวเกาะฝ่าวิกฤต ลุยตลาดโลก

ชาวเกาะฝ่าวิกฤต ลุยตลาดโลก

 
“การขาดแคลนวัตถุดิบหรือมะพร้าวเป็นปัญหาที่กังวลมากที่สุด ปัญหาด้านการเมืองนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ต้องส่งออก ผมไม่กังวล ผมกังวลเรื่องไม่มีวัตถุดิบในการผลิตมากกว่า” อภิศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพร จำกัด ผู้ผลิตกะทิชาวเกาะ กล่าวในวันแถลงผลประกอบการปี 2556 
 
ปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ทำให้ในปี 2557 บริษัทฯ หันมาบริหารวัตถุดิบโดยนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และบริหารวัตถุดิบในประเทศโดยประเมินผลผลิตโดยรวมในแต่ละช่วงเวลา จากแปลงทดลองของบริษัทฯ รวมถึงการใช้กลไกราคารับซื้อวัตถุดิบในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ทั้งในช่วงที่มะพร้าวมีปริมาณมากและช่วงขาดแคลน ทำให้ในปีต่อมาบริษัทมีวัตถุดิบคงคลังเพื่อผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
 
จากการแถลงผลประกอบการปี 2557 บริษัทฯ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2556 มียอดขาย 4,500 ล้านบาท นับเป็นยอดขายที่โตแบบก้าวกระโดด ด้วยอัตราการเติบโตทะลุเป้า 30% และเป็นยอดขายที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ตั้งบริษัทฯ มา อีกทั้งเป็นการสร้างยอดขายที่สวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาอีกด้วย
 
แม้ชาวเกาะจะสามารถขจัดปัญหาวัตถุดิบให้หมดไป แต่ปีนี้ชาวเกาะพบปัญหาใหม่ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวดี ซึ่งอาจมีผลกระทบบ้างเล็กน้อยกับธุรกิจ แต่กระนั้นปัจจัยสำคัญหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรง คือการแข็งค่าของเงินบาท  
 
ขณะที่ยอดขายส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ สัดส่วนการส่งออกต่างประเทศกับการจำหน่ายในไทย ในอัตราร้อยละ 80 : 20 ครอบคลุมลูกค้ากว่า 27 ประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดอเมริกาและแคนาดาเป็นตลาดหลัก ส่งออกร้อยละ 55 รองลงมาคือออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และหมู่เกาะ ร้อยละ 16 กลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก (รวมจีน ญี่ปุ่น) ร้อยละ 15 และทวีปยุโรปร้อยละ 13    
 
จุดแข็งและจุดขายของกะทิชาวเกาะคือคุณภาพของสินค้า และการส่งสินค้าได้ทันตามกำหนดเวลา แต่กระนั้นผลกระทบจากค่าเงินบาทย่อมส่งผลต่อยอดขายในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
ในขณะที่บริษัทฯ จำเป็นต้องวางแผนการตลาดเพื่อช่วยลูกค้าและเป็นการกระตุ้นยอดขายทั้งในและต่างประเทศ เช่น ออกโปรโมชั่นแถมสินค้าหรือลดราคาบางส่วน ซึ่งผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมาตรการทางการตลาดปีนี้ย่อมกระทบอัตรากำไรที่ลดลงบ้างพอสมควร  
 
“ตอนนี้เงินไทยเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งที่สุดในโลกถ้าเทียบกับยูเอสดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือเวียดนาม ค่อนข้างจะได้เปรียบในเรื่องค่าเงินซึ่งอยู่ในระดับที่พอดี ทั้งนี้หากรัฐบาลรักษาค่าเงินบาทให้อ่อนลงกว่านี้จะทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้” อภิศักดิ์กล่าว
 
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เนื่องจากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาถือเป็นยอดขายสูงที่สุดที่เคยทำได้ ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ประมาณ 6,000  ล้านบาท ขณะเดียวกันอภิศักดิ์ก็ยังคาดหวังว่าจะได้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 3-5% เช่นกัน 
 
“ปีนี้เรายังคงต้องเหนื่อยเพื่อรักษายอดให้ได้ตามเป้า ท่ามกลางผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาท” อภิศักดิ์กล่าว  
 
นอกจากผลิตภัณฑ์หลัก หัวหอกในการสร้างรายได้ให้บริษัทฯ คือ กะทิสำเร็จรูปแบรนด์ชาวเกาะแล้ว ในปีนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะเพิ่มไลน์การผลิตผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ที่ต่อยอดจากกะทิภายใต้แบรนด์ ชาวเกาะ อาทิ น้ำมะพร้าว น้ำมันมะพร้าว และมะพร้าวอบกรอบ โดยจะเพิ่มยอดการผลิตอีกประมาณ 20% เนื่องจากสินค้าประเภทนี้กำลังเป็นที่นิยมของตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เป็นที่ต้องการของตลาดญี่ปุ่นมาก
 
การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่จะมีการขยายตัวสูงเฉลี่ย 45-50% ต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ และภาคธุรกิจที่ใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อต่อยอด ซึ่งบริษัทฯ ได้วางตำแหน่งสินค้าไว้ในระดับพรีเมียม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มยอดรายได้ให้กับบริษัทฯ ได้ดีเช่นกัน
 
โดยในปีนี้ภายใต้งบลงทุน 300 ล้านบาท บริษัทฯ ได้ลงทุนสั่งเครื่องจักรเพิ่มเพื่อผลิตน้ำมันมะพร้าวให้พอเพียงกับออร์เดอร์ โดยใช้งบ 100 ล้านบาท ทั้งโรงงานชาวเกาะและแม่พลอย ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้ติดตลาดได้เป็นอย่างดี
 
ทั้งนี้คาดว่าหลังจากติดตั้งเครื่องจักรใหม่จะสามารถมีกำลังการผลิตได้สูงถึง 120,000 ตันต่อปี โดยคงสัดส่วนการผลิตสินค้าแบรนด์ชาวเกาะ 70%  แม่พลอย 29% และอื่นๆ อีก 1%  ซึ่งสินค้าหลักของแบรนด์ชาวเกาะ 3 ลำดับแรกที่ผลิตมากที่สุดประกอบด้วย กะทิสำเร็จรูป น้ำมะพร้าว และผักผลไม้ ส่วนโรงงานแม่พลอยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 20,000 ตันต่อปี โดยน้ำจิ้มไก่ พริกแกง และน้ำพริกเผา ยังคงเป็นสินค้าหลักในการผลิต
 
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ และการจัดการของเสียเหลือใช้ในระบบโรงงานโดยในปีนี้ได้ทุ่มงบ 200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงงาน ทั้งโรงงานชาวเกาะ และโรงงานแม่พลอย โดยเป็นงบระบบบำบัดน้ำเสีย 130 ล้านบาท และปรับปรุงเขม่าและฝุ่นละออง 70 ล้านบาท
   
สำหรับแผนการตลาด ในปีนี้บริษัทฯ ยังเดินหน้าสู่ตลาดโลก โดยเน้นกะทิสำเร็จรูป น้ำมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของกะทิ บริษัทฯ มีแผนจะนำผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์และมะพร้าวอบกรอบเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดอเมริกาด้วย     
 
ส่วนตลาดแคนาดาและออสเตรเลียจะเน้นน้ำมะพร้าวเป็นหลัก ขณะที่ตลาดในญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดใหม่ มีความต้องการน้ำมันมะพร้าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งเครื่องจักรส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นก็เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่การรักษาปริมาณความต้องการในตลาดส่งออกเหล่านี้ให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเพื่อผลทางธุรกิจระยะยาว
 
ขณะเดียวกัน ในปีนี้มุ่งขยายตลาดใหม่ เช่นจีน และตะวันออกกลาง บริษัทฯ หวังในตลาดจีนมากเนื่องจากยอดความต้องการกะทิเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์เรื่อง lost in Thailand ที่มีการถ่ายทำที่ไทยเกือบทั้งเรื่อง และดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทย และติดใจรสชาติอาหารไทย
 
ในขณะที่อีกหนึ่งเส้นทางในการเดินสู่ตลาดโลก คือการเข้าร่วมเทรดแฟร์ใหญ่ๆ ของประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเพื่อสร้างโอกาสให้กะทิไทยสู่ตลาดโลก
 
แม้จะบุกตลาดต่างประเทศ แต่ก็ไม่ทิ้งตลาดในไทย โดยในปีนี้จะรุกธุรกิจต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ และเน้นการทำตลาดในแบรนด์แม่พลอยด้วยผลิตภัณฑ์น้ำจิ้มไก่และพริกแกงมากขึ้น ซึ่งตามแผนนี้คาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน
 
ถือเป็นอีกปีที่ท้าทายกะทิ “ชาวเกาะ” ว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อรักษายอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เส้นทาง “ชาวเกาะ” เข้มข้นและมันไม่แพ้กะทิเลยทีเดียว