วันศุกร์, กรกฎาคม 10, 2020
Home > Cover Story > ชายนิด อรรถญาณสกุล มั่นใจรบชนะ เศรษฐกิจไทยจะกลับมา

ชายนิด อรรถญาณสกุล มั่นใจรบชนะ เศรษฐกิจไทยจะกลับมา

“ผมเชื่อ จีนต้องรบชนะ เราดู สีจิ้นผิง ออกมาประกาศ เขามั่นใจ เขาสร้างโรงพยาบาลเสร็จภายใน 7-10 วัน เขามั่นใจว่า เขาต้องเอาชนะไข้หวัดได้ และมองเทรนด์ยาวๆ โลเคชั่นของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ดีที่สุด”

ชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ย้ำกับสื่อในงานประกาศแผนธุรกิจประจำปี 2563 ของกลุ่มบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ และบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เจอปัจจัยเสี่ยงหนักหนาสาหัสตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “โควิด-19” ที่ล่าสุดมีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน และยอดผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 75,000 คน ในเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก

ขณะที่หากดูผลงานช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคยังมีผลประกอบการที่ดี โดยปี 2562 สามารถทำกำไรสูงสุดสร้างสถิติใหม่ในรอบ 16 ปี จากงบการเงิน 3 ไตรมาสแรก ทำรายได้รวม 15,476 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,488 ล้านบาท และคาดการณ์ผลการดำเนินงานทั้งปี 2562 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เทียบกับปีก่อนหน้าทั้งปีมีรายได้รวม 19,674 ล้านบาท กำไรสุทธิเพียง 548 ล้านบาท

ด้านแผนงานปีนี้ ชายนิดเดินหน้านโยบายสร้างความเข้มแข็ง ทั้งการทำกำไรและลดภาระหนี้ รวมทั้งรักษาอัตราการเติบโต ทั้งโครงการของบริษัทและโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ 3 รายใหญ่ ทั้งฮ่องกงแลนด์ มีความร่วมมือในการพัฒนาโครงการเลค เลเจ้นด์ บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ เปิดตัวในปีนี้ 2 โครงการ มูลค่ารวม 13,500 ล้านบาท

ความร่วมมือกับซูมิโตโม ฟอเรสทรี จะพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวในทำเลราชพฤกษ์ตัดใหม่ 2 โครงการ มูลค่า 3,900 ล้านบาท และกลุ่มเซกิซุย เคมิคอล จะขยายเพิ่มอีก 1 ทำเล ซึ่งภาพรวมการร่วมทุนมีมูลค่าทั้งสิ้น 26,500 ล้านบาท

นอกจากนั้น โครงการ ยู คิโรโระ คอนโดมิเนียมในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งซื้อกิจการสกีรีสอร์ตเมื่อ 7 ปีก่อนและพัฒนาเป็นโปรเจกต์ใหม่ มีทั้งคอนโดมิเนียมและโรงแรม สามารถสร้างรายได้เข้ามา 1,700 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายแล้ว 2,600 ล้านบาท หรือ 70% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ปิดโครงการได้ภายในปีนี้

ส่วนปี 2563 ชายนิดตั้งเป้าหมายจะมีรายได้รวม 22,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6.3% จากปีก่อน โดยถือเป็นการตั้งอัตราเติบโตแบบ Conservative ประกอบด้วยรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 16,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 15,400 ล้านบาท รวมโครงการในประเทศญี่ปุ่น และแกรนด์ แอสเสทฯ อีก 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ จะมีรายได้จากธุรกิจโรงแรม 3,300 ล้านบาท เป็นโรงแรมในประเทศ 2,000 ล้านบาท โรงแรมในญี่ปุ่น 1,300 ล้านบาท และรายได้จากการขายที่ดิน 2,000 ล้านบาท ธุรกิจให้เช่าอีก 300 ล้านบาท

แต่แผนทั้งหมดถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวขยายลามเกือบทุกธุรกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงผู้คนในระดับบน

“ถ้าดูตลาดปีนี้จนถึงปีหน้ายังไม่สดใส ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณแผ่นดินกว่าจะผ่านรัฐสภาเกือบ 5 เดือน ไม่เคยเป็นอย่างนี้และเจอปัญหาไข้หวัดที่กระทบรายได้ท่องเที่ยวบวกกับค่าเงินบาทแข็งทำให้รายได้การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักลดลง ทำให้เศรษฐกิจในประเทศทรุดลง ไข้หวัดกระทบจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ ต้องพูดว่าจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ 10 ล้านคน การที่จีนกระทบทำให้ไทยกระทบด้วย การแก้ปัญหาไข้หวัดที่ติดจำนวนมาก ทำให้ต่างประเทศไม่กล้าบินในช่วงนี้ การท่องเที่ยวกระทบทุกส่วนและจนกว่าค่าเงินจะกลับไปที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถึงจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”

“ถ้ายังอยู่แถวๆ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะแย่ ยิ่งการท่องเที่ยวแย่จะแย่ทุกธุรกิจ ตั้งแต่รากหญ้าจนถึงข้างบน” ชายนิดกล่าว แน่นอนว่า สิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนและไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง “พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” ก็คือ กลุ่มธุรกิจโรงแรมภายใต้บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ ต้องปรับรายได้ของโรงแรมในเครือลดลง แม้ช่วงปีที่ผ่านมาได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ และมีการเปิดดำเนินการโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท เต็มปี ทำให้รายได้ปิดปี 2562 เติบโตถึง 47.7%

แต่เมื่อผ่านเทศกาลปีใหม่เข้าสู่ช่วงไตรมาสแรก ซึ่งความจริงควรอยู่ในช่วงพีคสุดๆ รับเทศกาลตรุษจีนกลับต้องเจอสถานการณ์ไวรัสระบาดอย่างหนัก

หากพิจารณาโรงแรมทั้ง 5 แห่งในกลุ่มแกรนด์ แอสเสทฯ ปรากฏว่า โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริมน้ำเจ้าพระยา เจอผลกระทบหนักสุด เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์และมีลูกค้าคนจีนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งบริษัทต้องลดเป้าหมายรายได้ปี 2563 เหลือเพียง 380 ล้านบาท ทั้งที่ปีก่อนสามารถทำรายได้สูงถึง 965 ล้านบาท หรือติดลบ 60.06%

ตามด้วยโรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ 650 ล้านบาท จากปีก่อน 699 ล้านบาท ติดลบ 7% รวมถึงโรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา คาดรายได้ปีนี้ 360 ล้านบาท จากปีก่อน 393 ล้านบาท ติดลบ 8.4%

ทั้งนี้ โรงแรมที่ยังรักษาอัตราเติบโตได้ คือ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท คาดรายได้ปี 2563 อยู่ที่ 540 ล้านบาท เทียบปีก่อนอยู่ที่ 442 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 22.2% เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยุโรป ตลาดตะวันตก และมีลูกค้าประจำที่มีกำลังซื้อสูง

ส่วนโรงแรมเชอราตัน ปราณบุรี วิลล่า คาดปีนี้จะทำรายได้แตะ 70 ล้านบาทเท่าปีก่อน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอใหญ่ยังมองมุมบวกและเชื่อมั่นว่า ไข้หวัดตัวนี้จะหยุดการแพร่ระบาดภายในเดือน มี.ค. และโลเคชั่นของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน อยู่ตรงข้ามศูนย์การค้าไอคอนสยาม นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปประมาณ 10 ล้านคนในปีนี้ จะกลับมาในครึ่งปีหลังและจะเป็นปีที่นักท่องเที่ยวจีนออกมาเที่ยวข้างนอกมากขึ้น หลังจากหยุดกิจกรรมนานหลายเดือน

ที่สำคัญ ประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ทำเลกรุงเทพฯ ตรงข้ามไอคอนสยามไม่เปลี่ยนแปลง หากจีนแก้ปัญหาไข้หวัดสำเร็จประมาณเดือน มี.ค.-เม.ย. เข้าหน้าร้อนพอดี ไตรมาส 2 ช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเป็นแคมเปญใหญ่ของประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ชายนิดยังเร่งอีกโปรเจกต์ใหญ่ที่ถือเป็นการรุกทำเลใหม่ รูปแบบใหม่ ตลาดใหม่และกลุ่มเป้าหมายใหม่ เป็นโครงการวิลล่าในจังหวัดระยอง ซึ่งกำหนดพรีเซลส์เฟสแรกในช่วงไตรมาส 2 เป็นวิลล่าหรู จำนวน 103 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,307 ล้านบาท รองรับการเติบโตของจังหวัดระยอง ทั้งจากการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา รองรับผู้คนถึง 60 ล้านคน

เป็นโครงการที่ซีอีโอใหญ่คุยว่า สวยกว่าศรีพันวา ภูเก็ต เข้าถึงหาด และเป็นอีกไฮไลท์ที่จะสร้างผลกำไรฝ่าวิกฤตรอบนี้ไปได้ด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *