วันเสาร์, ตุลาคม 21, 2017
Home > On Globalization > ความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว

Column: Women in Wonderland

ทุกๆ ปีนิตยสาร Fortune จะมีการจัดทำรายงานจากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยเลือกบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยวัดจากรายได้เป็นหลัก นำข้อมูลที่ได้มาทำการจัดอันดับ 500 ซึ่งบริษัทที่ติดอันดับส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา และยังทำการจัดอันดับอีกหลายด้าน เช่น 500 บริษัทใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา 100 บริษัทที่ดีที่สุดในการทำงาน 100 บริษัทที่มีการเจริญเติบโตเร็วที่สุด 50 ผู้นำที่ดีที่สุดในโลก และการเปิดเผยรายชื่อของบริษัทที่มีผู้หญิงเป็นผู้บริหาร เป็นต้น

ปี 2017 นิตยสาร Fortune ได้เปิดเผยว่า จาก 500 บริษัทใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีผู้หญิงเพียง 32 คนเท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูง หมายความว่ามีบริษัทใหญ่ๆ เพียง 6.4% เท่านั้นที่ผู้หญิงทำหน้าที่บริหาร อาจดูเหมือนว่านี่เป็นจำนวนที่น้อยมาก แต่นิตยสาร Fortune ยืนยันว่า 32 คนนั้นถือว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่ได้ทำการเก็บข้อมูลและจัดอันดับมาเป็นเวลา 63 ปี ที่น่าสนใจมากขึ้นคือ ในจำนวน 32 คนนี้ มี 2 คนที่เป็นคนผิวสี ซึ่งหมายความว่า บริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาเริ่มยอมรับผู้หญิงจากทุกเชื้อชาติที่มีความสามารถ

การสำรวจจำนวนผู้หญิงในบทบาทของผู้บริหารนั้น ไม่ได้มีเพียงแต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ได้ทำการสำรวจเพื่อเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศของตัวเองสนับสนุนความเท่าเทียมกันทางเพศและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีจำนวนผู้หญิงที่ทำงานในระดับผู้บริหารสูงขึ้นเรื่อยๆ ออสเตรเลียในตอนนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เพิ่มจำนวนผู้หญิงในระดับผู้บริหาร แต่รัฐบาลออสเตรเลียยังมุ่งเน้นเพิ่มจำนวนผู้หญิงในระดับผู้บริหารในสาขาอาชีพที่ไม่ค่อยยอมรับผู้หญิง อย่างเช่นงานที่เกี่ยวกับไอที เทคโนโลยี การวางแผน และกฎหมาย เป็นต้น

เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา Peak Organization ในประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยผลการสำรวจครั้งล่าสุดเกี่ยวกับจำนวนผู้หญิงที่ทำงานในระดับผู้บริหารจาก 200 บริษัทที่เกี่ยวกับการวางแผน เทคโนโลยี และกฎหมาย ซึ่งการสำรวจในครั้งนี้พบว่า มีผู้หญิงถึง 12% ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูง และยังมีผู้หญิงถึง 30% ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการหรือผู้จัดการในระดับสูง นอกจากนี้ในรายงานฉบับนี้ยังพบว่ามีเพียงแค่ 20.5% ของบริษัททั้งหมด หรือ 41 บริษัทจาก 200 บริษัท ที่ไม่มีผู้หญิงทำงานในตำแหน่งใดเลยในทีมงานของผู้บริหาร ในขณะที่ในปี 2008 มีถึง 46%

ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนของผู้หญิงที่ทำงานในทีมงานของผู้บริหารเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น จำนวนของผู้หญิงที่ทำงานในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO (Chief Executive Officer) นั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน ในปี 2008 มีผู้หญิงเพียง 4 คนเท่านั้นที่ทำงานในตำแหน่งซีอีโอของบริษัทการวางแผน เทคโนโลยี และกฎหมาย แต่ในปี 2017 จำนวนผู้หญิงที่เป็นซีอีโอนั้นมีถึง 11 คนด้วยกัน

ประเทศออสเตรเลียมองว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ถึงแม้ว่าจำนวนผู้หญิงที่ทำงานในระดับซีอีโอจะเพิ่มขึ้นปีละนิดหน่อย แต่นี่แสดงให้เห็นว่าการยอมรับผู้หญิงทำงานในระดับซีอีโอมีเพิ่มมากขึ้น และยิ่งดีมากขึ้นไปอีกเมื่อผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอในงานที่ไม่ค่อยยอมรับผู้หญิง

สถิติที่กล่าวถึงข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศในที่ทำงาน และบางประเทศอย่างออสเตรเลียก็มีแนวโน้มในเรื่องนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าเมื่อประเทศพัฒนาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็น่าจะยังเป็นปัญหาและสถานการณ์ก็น่าจะย่ำแย่กว่าด้วย

ในบทความนี้เราจะพูดถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว และอยู่ในอันดับท้ายๆ สำหรับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในโลก ซึ่งนี่หมายความว่ามีประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่มีสถานะความเท่าเทียมกันทางเพศดีกว่า ประเทศที่กำลังพูดถึงอยู่นี้คือประเทศเกาหลีใต้

ประเทศเกาหลีใต้มีชื่อเสียงโด่งดังมากและเป็นที่รู้จักของคนทุกเพศทุกวัยจากเพลงกังนัมสไตล์ ของไซ ที่ในตอนนั้นได้รับแชมป์ยอดวิวสูงสุดในยูทูป เกาหลีใต้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 116 ในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ ถึงแม้ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะได้พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร

ในปี 2000 เกาหลีใต้ได้มีการเปลี่ยนกฎหมายว่า จะต้องมีผู้หญิงลงสมัครเลือกตั้งในการบริหารงานของท้องถิ่นอย่างน้อย 30% และผู้สมัคร 50% ที่เป็นผู้หญิงสำหรับการเลือกตั้งระดับประเทศ นอกจากนี้ในปี 2001 รัฐบาลยังมีการตั้งกระทรวงความเท่าเทียมกันทางเพศ (Ministry of Gender Equality) ขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งหน้าที่หลักๆ ของกระทรวงนี้ก็คือ การออกนโยบายหรือเสนอกฎหมายที่จะช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมกันทางเพศ และส่งเสริมผู้หญิงและเด็กหญิงให้เห็นคุณค่าในตัวเอง

สิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ทำนี้ ก็เหมือนกับที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้ทำเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่วิธีการเหล่านี้กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกาหลีใต้มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนาน และความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในสังคมและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ

คนเกาหลีใต้นั้นถูกสอนว่า ผู้ชายจะเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นคนทำงานและหาเงิน ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานบ้านและดูแลลูกเป็นหลัก ซึ่งการที่คนเกาหลีใต้ถูกปลูกฝังความคิดเหล่านี้มาเป็นเวลานาน ทำให้การที่ผู้หญิงจะได้รับการยอมรับในการทำงานนอกบ้านนั้นเป็นเรื่องยาก

ดร. Jiso Yoon นักวิจัยจากสถาบัน Korean Women’s Development Institute ซึ่งเป็นสถาบันที่รัฐสนับสนุนเงินทุนการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิง ได้เปิดเผยข้อมูลในงานวิจัยเรื่อง “ความเชื่อของคนเกาหลีกับการทำงานของผู้หญิง” ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ความเชื่อของคนเกาหลีที่ถูกสอนมาอย่างยาวนั้นมีผลกระทบโดยตรงกับเรื่องบรรทัดฐานทางเพศ

จากงานวิจัยยังพบว่า 1 ใน 3 ของบริษัทในประเทศเกาหลีปฏิเสธที่จะรับผู้หญิงเข้ามาทำงาน ถึงแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีคุณสมบัติเหมือนผู้ชายทุกอย่างก็ตาม เพราะบริษัทเหล่านี้ยังมีความเชื่อว่า การทำงานนอกบ้านนั้นเป็นงานของผู้ชาย นอกจากนี้การที่ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านนั้นจะทำให้ผู้หญิงมีเวลาทำงานบ้านน้อยลง จากการสอบถามพบว่า ผู้หญิงที่ออกมาทำงานนอกบ้านนั้นมีเวลาทำงานบ้านเพียงแค่วันละ 3.5 ชั่วโมง ซึ่งนี่ทำให้ผู้ชายหลายคนมองว่า ผู้หญิงใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากเกินไป และไม่มีเวลาที่จะทำงานบ้านและดูแลบ้านได้ดีพอ ทั้งๆ ที่งานบ้านและการดูแลบ้านเป็นหน้าที่หลักของผู้หญิง

นอกจากนี้ ดร. Jiso Yoon ยังได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจเมื่อปี 2014 พบว่า ผู้หญิงเกาหลี 22.4% มีความคิดว่า เมื่อพวกเธอแต่งงานแล้วจะลาออกจากงาน เพราะต้องไปดูแลลูก ทำให้ไม่มีเวลาพอสำหรับการไปทำงานนอกบ้าน และนี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ไม่รับผู้หญิงเข้าทำงาน

หลายประเทศมีกฎหมายว่า ไม่ให้บริษัทปฏิเสธการรับผู้หญิงเข้าทำงาน และหากบริษัทใดที่ใช้เรื่องเพศมาเป็นข้อกีดกันการจ้างงานจะต้องเสียค่าปรับ แต่กฎหมายนี้ยังไม่มีในประเทศเกาหลีใต้ ทำให้ผู้หญิงหลายคนถูกปฏิเสธ

นักสิทธิสตรีชาวเกาหลีใต้ Hyojeong Kim ได้ออกมาเรียกร้องรัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดให้ชัดเจนว่า ตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและในบริษัทใหญ่ๆ ควรจะเป็นตำแหน่งของผู้หญิง ซึ่งควรมีผู้หญิงอย่างน้อย 30%

Hyojeong Kim มองว่า หากรัฐบาลกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าตำแหน่งเหล่านี้จะต้องเป็นของผู้หญิง เหมือนที่ประเทศไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และรวันดา ได้ทำและประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งวิธีนี้ก็น่าจะทำให้เกาหลีใต้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศลงได้ด้วย เพราะถ้าหากไม่มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน ก็เป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงจะได้รับการยอมรับจากผู้ชายในการดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ

ปัญหาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ซึ่งแต่ละประเทศก็อาจจะต้องหาวิธีแก้ไขที่เหมาะกับวัฒนธรรมของตนเอง อย่างที่เกาหลีใต้ได้เริ่มมองหาวิธีที่เหมาะกับวัฒนธรรมและความเชื่อของคนเกาหลี

Photo Credit: http://www.freeimages.com/photo/browsing-in-pink-1243732