วันเสาร์, พฤศจิกายน 18, 2017
Home > On Globalization > ก้าวย่างของเอ็มมานูเอล มาครง

ก้าวย่างของเอ็มมานูเอล มาครง

Column: From Paris

เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ใช้เวลาเพียง 10 ปีในการทำงาน ก่อนที่จะก้าวถึงจุดสูงสุดของชีวิต คือการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2017

เด็กนักเรียนเมืองอาเมียงส์ (Amiens) ที่หลงรักครูที่มีอายุมากกว่า 24 ปี เป็นความรักที่มั่นคงแม้จะพบอุปสรรค หนุ่มน้อยบอกกับครูว่า ผมจะกลับมาแต่งงานกับครู เอ็มมานูเอล มาครงเป็นเด็กที่โตกว่าอายุ อ่านหนังสือและมีสติปัญญาที่สามารถสนทนากับผู้ใหญ่ได้อย่างไม่ติดขัด นั่นเป็นความประทับใจที่บริจิต โทรเนอซ์ (Brigitte Trogneux) มีต่อเด็กนักเรียนคนนี้

เอ็มมานูเอล มาครงเคยเรียนเปียโนที่ conservatoire ของเมืองอาเมียงส์ จบปริญญาตรีด้านปรัชญา เคยทำงานให้ปอล ริเกอร์ (Paul Ricoeur) นักปรัชญาวัย 80 ปี แล้วไปจบรัฐศาสตร์ ก่อนที่จะเข้า ENA – école nationale de l’administration แหล่งผลิตมันสมอง เมื่อจบแล้วเข้าทำงานในสำนักงานผู้ตรวจการณ์การคลัง (Inspection nationale des finances) ซึ่งมีฌอง ปิแอร์ ฌูเยต์ (Jean Pierre Jouyet) เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งภายหลังเป็นเลขาธิการทำเนียบเอลีเซ (Elysée)

ในปี 2007 ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ได้แต่งตั้งฌาคส์ อัตตาลี (Jacques Attali) ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ มิตแตรองด์ (François Mitterrand) และเป็นปัญญาชนที่เป็นที่นับหน้าถือตา ให้เป็นประธานคณะกรรมการความเติบโตทางเศรษฐกิจที่เสรี ฌาคศ์ อัตตาลีขอความเป็นอิสระในการทำงาน และอิสระในการเลือกผู้ที่จะมาทำงานด้วย 42 คน และขอให้สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ (Conseil d’Etat) และ Inspection nationale des finances ให้คัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นผู้รายงาน เขาได้รายชื่อมา 3 คน หนึ่งในนั้นคือ เอ็มมานูเอล มาครง

หลังจาก Commission Attali เสร็จสิ้นภารกิจ เอ็มมานูเอล มาครงได้รับการทาบทามจากคริสตีน ลาการ์ด (Christine Lagarde) รัฐมนตรีเศรษฐกิจขณะนั้น ให้ไปทำงานด้วย สองปีต่อมาก็ปฏิเสธไม่ไปทำงานกับนายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ ฟียง (François Fillon) เพราะไม่ต้องการทำงานให้รัฐบาลฝ่ายขวา เขาเข้าไปทำงานในธนาคาร Rothschild รับผิดชอบการเจรจาซื้อขายกิจการใหญ่ๆหลายกรณีท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก เขามีโอกาสพบกับนักธุรกิจดังหลายคน เช่น อแลง แมงค์ (Alain Minc) เทียรี เบรอะตง (Thierry Breton) ปิแอร์ แบร์เจ (Pierre Bergé) ซึ่งต่อมาเป็นผู้สนับสนุนเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดี

ฌาคส์ อัตตาลีประทับใจในความปราดเปรื่องของหนุ่มวัย 29 ปีผู้นี้ เขานำเอ็มมานูเอล มาครงไปพบฟรองซัวส์ โอลลองด์ ซึ่งมีโครงการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2012 เอ็มมานูเอล มาครงช่วยรณรงค์หาเสียง จนฟรองซัวส์ โอลลองด์ได้รับเลือกตั้งในที่สุด

เมื่อฌอง ปิแอร์ ฌูเยต์ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการทำเนียบเอลีเซส์ เขาเสนอให้เอ็มมานูเอล มาครงเป็นผู้ช่วย นั่นเป็นก้าวแรกของเอ็มมานูเอล มาครงในเวทีการเมือง เขาเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี เมื่อมีการปรับรัฐบาลในปี 2014 เอ็มมานูเอล มาครงหมายตาตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกำกับงบประมาณ แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง จึงลาออกจากตำแหน่ง ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมา มีการปรับคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์เลือกให้เขาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการเสนอกฎหมายที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า loi Macron เขาต้องการให้สภาเป็นผู้เห็นชอบ แต่นายกรัฐมนตรีมานูเอล วาลส์ (Manuel Valls) กลับใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญเพื่อประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้

นอกจากนั้นเมื่อเขาเสนอกฎหมายเศรษฐกิจฉบับที่สอง มานูเอล วาลส์กลับยับยั้ง เมื่อเห็นว่าทำงานไม่ได้เต็มที่ ประกอบกับเอือมระอาความไม่กล้าตัดสินใจของประธานาธิบดี เขาจึงประกาศตั้งกลุ่มการเมือง En Marche! ไม่ซ้ายไม่ขวา เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ชาวฝรั่งเศสที่ผิดหวังกับรัฐบาลฝ่ายขวาของประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี และรัฐบาลฝ่ายซ้ายของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ จนในสุดลาออกจากรัฐบาล และประกาศลงเลือกตั้งประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์เอ็นดูเอ็มมานูเอล มาครงเป็นพิเศษ ชอบความปราดเปรื่องและนิสัยชอบพูดเล่น ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ที่แปลกคือฟรองซัวส์ โอลลองด์ไม่ได้สังเกตเห็นความทะเยอทะยานอันแฝงเร้นของเอ็มมานูเอล มาครง อาจเป็นเพราะเห็นเป็น “เด็ก” ของตน คงไม่คิดวัดรอยเท้า

เอ็มมานูเอล มาครงเชื่อมาตลอดว่าฟรองซัวส์ โอลลองด์จะไม่ลงเลือกตั้งวาระสอง โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ประธานาธิบดีในตำแหน่งจะลงเลือกตั้งวาระสองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวาเลรี จิสการด์ เดสแตง (Valéry Giscard d’Estaing) ฟรองซัวส์ มิตแตรองด์ (François Mitterrand) ฌาคส์ ชีรัก (Jacques Chirac) หรือนิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) บ้างก็แพ้เลือกตั้ง บ้างก็ชนะ

ฟรองซัวส์ โอลลองด์จึงหวังลงเลือกตั้งอีกวาระหนึ่ง ทว่าคะแนนนิยมที่ไม่กระเตื้องขึ้นเลย ทำให้คนใกล้ชิดไม่แนะนำให้ลงเลือกตั้ง คนใกล้ชิด อาทิ ฌอง ปิแอร์ ฌูเยต์ เซโกแลน รัวยาล (Ségolène Royal) กาสปารด์ กองต์เซร์ (Gaspard Gantzer) ซึ่งล้วนแต่ให้ความสนับสนุนเอ็มมานูเอล มาครง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาสปารด์ กองต์เซร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับเอ็มมานูเอล มาครง จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าฤาจะเป็นหนอนบ่อนไส้

ความปราดเปรื่องของเอ็มมานูเอล มาครง ความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้ผู้ใหญ่พร้อมที่จะให้ความสนับสนุน

ฌาคส์ อัตตาลีเป็นผู้เปิดประตูสู่การเมืองให้เอ็มมานูเอล มครง เขาออกตัวว่าเขามีบทบาทเล็กๆ อันเกี่ยวเนื่องกับเอ็มมานูเอล มาครง แม้หากเอ็มมานูเอล มาครงจะไม่ได้พบเขา ก็สามารถก้าวไกลได้ด้วยตัวเองจนเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐได้ คนอย่างเขาหายาก เพราะเป็นคนที่ดึงดูดโอกาสเข้าหาตัว