วันพฤหัส, มิถุนายน 22, 2017
Home > Cover Story > กินตามน้ำ เจ้าพระยา…เสน่ห์ที่ขายได้

กินตามน้ำ เจ้าพระยา…เสน่ห์ที่ขายได้

 
เจ้าพระยา แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวสยามมานานหลายชั่วอายุคน ผู้คนหลายยุคหลายสมัยต่างได้รับประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้ ตั้งแต่ใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร เส้นทางคมนาคม ขนส่ง หรือท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ 
 
ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านเรือนไม้ที่นิยมปลูกกัน เพราะความสะดวกในการเดินทางและช่วยสร้างความร่มรื่นให้แก่ผู้อยู่อาศัย กาลสมัยที่เปลี่ยนไปกอปรกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและเทคโนโลยี ทำให้บ้านไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ค่อยๆ เก่าและทรุดโทรมลงตามกาล ถูกแทนที่ด้วยอาคารปูนซีเมนต์สมัยใหม่
 
เสน่ห์แห่งสายน้ำที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคกลางอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาถูกนำมาเป็นจุดขายทางธุรกิจ ตั้งแต่ร้านอาหารริมน้ำ ร้านกาแฟ แหล่งชอปปิ้ง ไปจนกระทั่งอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือโรงแรม
 
การพัฒนาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กลุ่มทุนใหญ่เริ่มสยายปีกเกือบจะเต็มน่านน้ำ ต่างแข่งกันส่ง Big Project ฝังเสาเข็มลงบนผืนดินริมตลิ่งกันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คอนโดมิเนียม ชอปปิ้งมอลล์
 
การเติบโตของธุรกิจริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาหลายปี จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ทางธุรกิจ ส่งผลพลอยได้เป็นระลอกคลื่น เริ่มจากเจ้าของที่ดิน บริษัทนายหน้าซื้อขายที่ดิน หรือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สถาปนิก และผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยบรรดานักลงทุนอ้างถึงความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการที่อยู่อาศัยพร้อมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น 
 
ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมย่อมเรียกผึ้งให้บินมาดอมดมดูดกินน้ำหวานได้ง่าย เทรนด์ใหม่ของตลาดอสังหาฯ ส่งผลให้ราคาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นหลายเท่าตัว 
 
เมื่อนักลงทุนเริ่มยึดหัวหาดโปรเจกต์ขนาดเล็กจนถึงเมกะโปรเจกต์ ทยอยเติบโตแข่งกัน ตึกสูงใหญ่ระฟ้ากลายเป็นภูมิทัศน์ยามค่ำคืนคู่ไปกับสายน้ำที่ไหลไปทางเดียวกัน สิ่งปลูกสร้างที่มากขึ้นในเวลาไม่นาน ก่อให้เกิดชุมชนขนาดย่อมๆ ระดับไฮเอนด์ ธุรกิจอื่นๆ อย่างภัตตาคาร ร้านอาหาร กระทั่งศูนย์การค้าแนวราบ ก็ตั้งขบวนตามมาชนิดหายใจรดต้นคอ
 
ความต้องการในปัจจัยสี่ของมนุษย์ทำให้เกิดช่องทางในการสร้างรายได้มากมาย ความหอมหวานจากผลกำไรที่จะตามมา ทำให้ง่ายที่จะตัดสินใจลงทุนในธุรกิจ นักลงทุนบางส่วนนำเสนอสินค้าที่เสิร์ฟมาพร้อมความสะดวกสบาย 
 
พื้นที่ริมแม่น้ำถูกจับจองกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ด้วยตำแหน่งที่ใกล้กับบรรดาบิ๊กโปรเจกต์ทั้งหลาย เพื่อให้บรรดาผู้อยู่อาศัยทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่มีทางเลือกมากขึ้น
 
การจับเอาข้อได้เปรียบเรื่องระยะทาง ผนวกกับการขายบรรยากาศทัศนียภาพทางธรรมชาติของสายน้ำเจ้าพระยา ถือเป็นจุดขายที่เรียกความสนใจจากผู้บริโภคได้มาก 
 
ธรรมชาติของการทำธุรกิจ คือการสร้างรายได้ให้มีผลกำไรมากที่สุด ทั้งยังนิยมสร้างสิ่งใหม่มากกว่าที่จะปรับปรุงหรือแต่งเติมเสน่ห์ให้กับสิ่งเดิมๆ นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตขึ้นริมสองฝั่งของสายน้ำแห่งนี้ จากการปักธงของเหล่านักธุรกิจทุนหนาไม่ว่าจะจากในประเทศหรือนายทุนจากต่างประเทศ
 
บริษัทตลาดยอดพิมาน นำโดยนายเฉลียว ปรีกราน ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ทุ่มงบประมาณถึง 1,500 ล้านบาท ในการปั้นโปรเจกต์ “ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค” โดยการปรับภูมิทัศน์ปากคลองตลาดให้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
 
ความได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง ที่สามารถมองเห็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยอย่าง โบสถ์ซางตาครู้ส วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณราชวราราม ผสมผสานกับเสน่ห์ของวิถีชีวิตจากเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้า น่าจะส่งผลให้โครงการนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คของตลาดค้าส่งดอกไม้ และผัก ผลไม้ได้ไม่ยาก
 
สีสันและความมีชีวิตชีวาของดอกไม้นานาพันธุ์รวมถึงพืชผลทางการเกษตร ความจอแจพลุกพล่านของบรรดารถเข็น อัตลักษณ์ที่หาได้จากปากคลองตลาด กำลังถูกจับตามองเมื่อฉากหน้าใหม่สไตล์บ้านริมน้ำสไตล์โคโลเนียลที่มีระเบียงทางเดินให้ชมวิวยาวที่สุดบนเกาะกรุงรัตนโกสินทร์กับคอนเซ็ปต์ “ไทย เฮอริเทจ มอลล์” และนโยบายการเพิ่มสินค้าหรือบริการ ทั้งร้านอาหารไทยและอินเตอร์แบรนด์ ผลิตภัณฑ์สปา รวมไปถึงสินค้าโอทอป จะเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับปากคลองตลาดแนวใหม่ หรือจะกลบวิถีชุมชนแบบดั้งเดิม
 
ธุรกิจริมน้ำอย่างปากคลองตลาดที่มีปัญหาการจราจรทางบกอยู่ตลอดเวลา ทำให้บริษัทยอดพิมานต้องทุ่มงบเพิ่มอีก 25 ล้านบาทสำหรับก่อสร้างท่าเรือจำนวน 3 ท่า เพื่อแก้ปัญหาและรองรับเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่
 
การลงทุนในโปรเจกต์ “ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค” แม้จำนวนเงินงบประมาณจะไม่สูงเท่ากับก่อสร้างตึกใหม่ๆ และเบื้องต้นยังไม่มีนโยบายที่จะเพิ่มราคาค่าเช่าแผงจากบรรดาผู้เช่าแผงรายเก่า ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินธุรกิจที่ต้องการกำไรสูงสุดเอาเสียเลย ทั้งนี้คงต้องรอดูกันต่อไปว่า “เราอดทนรับได้อย่างน้อย 10 ปี จนกว่าจะถึงจุดที่คุ้มทุน” ที่นายเฉลียว ปรีกราน ได้เคยกล่าวไว้นั้นจะจริงเท็จประการใด
 
“สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ” ประโยคที่คุ้นหู แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงสายน้ำจะไม่เพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นมหาอุทกภัยอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จนทำให้ “โครงการถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” ถูกเสนอต่อ คสช. อีกครั้ง เพื่อให้นำกลับมาพิจารณาและศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ทั้งที่โครงการนี้เป็นโครงการเก่าตั้งแต่ปี 2536 สมัยยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย เรื่อยมาจนกระทั่งรัฐบาลเพื่อไทย แม้โครงการดังกล่าว เคยถูกศึกษาและถูกประชาชนคัดค้านต่อต้านมาโดยตลอด 
 
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวตามแผนจะสร้างเป็นถนนสี่ช่องจราจร ทั้งสองฝั่งแม่น้ำอาจเริ่มตั้งแต่ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จนถึงปากน้ำ จ.สมุทรปราการ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรที่หนาแน่นในกรุงเทพฯ และแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมไปถึงให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้พื้นที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเท่าเทียมกัน 
 
แต่การก่อสร้างถนนตามโครงการนั้นแม้จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรได้ ซึ่งก็คงจะเป็นสิ่งที่ดี แต่การสร้างเสาตอม่อถนนลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อถึงหน้าน้ำ เนื่องจากเจ้าพระยายังเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้ระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
 
อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงการดังกล่าวคงต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลและผลได้ผลเสียรอบด้าน อีกทั้งยังต้องทำประชาพิจารณ์และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนทั้งประเทศ
 
ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนเรายังต้องอาศัยและพึ่งพิงแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคกลางอยู่ทุกโมงยาม ตั้งแต่โครงการที่พักอาศัยต่างๆ ที่นำเอาความสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นจุดขายหลัก หรือจับเอาบรรยากาศริมน้ำมาขายพร้อมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงโครงการพัฒนาปรับสภาพภูมิทัศน์อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเก่า หวังดึงดูดและสร้างความน่าสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นอกเหนือไปจากรายได้ที่จะเข้ามาแล้ว ผลประโยชน์ที่หวานหอมก็ดูจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
 
บรรดานักลงทุนรายใหญ่ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ในวงการอสังหาฯ ที่ผุดโครงการต่างๆ เป็นว่าเล่น โดยอ้างดีมานด์ที่สูงขึ้นของผู้บริโภค ทั้งที่ควรจะศึกษาตลาดและค้นหาดีมานด์ที่แท้จริง คงจะไม่เกิดสภาวะซัปพลายล้นตลาดอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะทำเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่แท้จริงแล้วผลกำไรที่จะได้รับกลับมาต่างหากเป็นสิ่งที่น่าคิดคำนวณ
 
แม้พื้นที่ริมแม่น้ำจะมีบรรยากาศชวนให้หลงใหล ช่วยให้รู้สึกหย่อนใจในยามเครียด แต่การหย่อนเบ็ดทิ้งเหยื่อตกปลาริมตลิ่ง อย่าแน่ใจว่าปลาจะฮุบเหยื่อเสมอไป
 
Relate Story