วันพฤหัส, กันยายน 21, 2017
Home > On Globalization > การเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยข้ามเพศในสหรัฐอเมริกา

การเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยข้ามเพศในสหรัฐอเมริกา

Column: Women in Wonderland

ในสังคม ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เพศภาวะที่เป็นชายและหญิงเท่านั้น แต่มีคนที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคมมากขึ้น อย่างเช่นเกย์ เลสเบี้ยน และกะเทย หรือที่เรามักจะใช้คำว่า LGBT เรียกคนกลุ่มนี้ คำว่า LGBT มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Lesbian, Gay, Bisexual and Transgender สาเหตุที่เราใช้ LGBT นั้น เป็นเพราะบ่อยครั้งไม่รู้จะอธิบายถึงคนกลุ่มนี้อย่างไร

การใช้คำ LGBT ซึ่งมีความหมายรวมความหลากหลายทางเพศ และลักษณะการแสดงทางเพศในสังคมนั้นมีความง่ายกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องระบุว่าบุคคลนี้เป็นเกย์ เลสเบี้ยน หรือกะเทย และขณะเดียวกันผู้ฟังที่เป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศก็จะไม่รู้สึกว่าได้รับการดูถูกหรือเหยียดหยามจากสังคมด้วย

ก่อนนี้เราจะใช้คำว่า คนข้ามเพศ สำหรับเรียกกะเทย ซึ่งกะเทยหรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Ladyboy ในที่นี้จะหมายถึงคนที่มีร่างกายเป็นเพศชายแต่มีจิตใจเป็นหญิง นอกจากนี้ในสังคมไทย คำว่ากะเทยยังคงมีความหมายกว้างครอบคลุมถึงผู้ชายที่มีลักษณะอิงความเป็นหญิงทั้งการแต่งกายและการพูดจา หรือคนที่มีการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว

ในประเทศไทยบางครั้งจะเรียกกะเทยว่า เพศที่สาม หรือ สาวประเภทสอง ในบทความนี้คำว่าคนข้ามเพศ หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า transgender หมายถึงคนที่มีสภาพจิตใจเป็นเพศตรงข้ามและผ่านการแปลงเพศแล้วทั้งผู้ชายและผู้หญิง

อย่างที่ทราบกันดีว่าคนที่ผ่านการแปลงเพศแล้วนั้น ยังไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกับคนในสังคม พวกเขายังคงรู้สึกได้ถึงการเลือกปฏิบัติ อย่างเช่นว่า ผู้ชายที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้ว ถึงแม้ร่างกายจะเป็นหญิงโดยสมบูรณ์แบบ แต่ในทางกฎหมายพวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถใช้คำนำหน้าว่านางสาวหรือนางได้ ยังต้องใช้ “นาย” นำหน้าชื่อ แม้ร่างกายจะไม่มีอวัยวะเพศชายแล้วก็ตาม แต่มีหลายประเทศในทวีปเอเชียที่อนุญาตให้ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้วสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ คือ เวียดนาม ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องคำนำหน้าชื่ออย่างเดียวเท่านั้นที่คนเหล่านี้ถูกเลือกปฏิบัติในสังคม เรื่องการรับเข้าทำงานก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน เวลารับสมัครงาน บริษัทส่วนใหญ่จะประกาศรับสมัครเพศชายหรือเพศหญิง และคนข้ามเพศก็จะถูกตัดออกจากการรับสมัคร หรือในบางงานก็มีการกำหนดชัดเจนว่าจะไม่มีการรับคนข้ามเพศเข้ามาทำงานเลย ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติ

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเป็นการชี้ให้เห็นว่าคนข้ามเพศส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันในสังคม และยังถูกเลือกปฏิบัติอยู่ และเรื่องนี้ก็ดูจะแย่ลงมากยิ่งขึ้นเมื่อการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นในโรงพยาบาล

ตามหลักสากลแล้ว จริยธรรมทางการแพทย์ที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานคือ แพทย์ไม่สามารถปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บได้ แม้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บนั้นจะเป็นศัตรูหรือผู้ร้ายที่ทำความผิดมา ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยที่เป็นคนข้ามเพศเข้าไปรักษา ก็ต้องได้รับการรักษา และได้รับการปฏิบัติเหมือนกับผู้ป่วยคนอื่นๆ เช่นกัน

ที่สหรัฐอเมริกาผู้ป่วยที่เป็นคนข้ามเพศมักจะถูกเลือกปฏิบัติจากหมอและพยาบาลในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ จะมีเพียงโรงพยาบาลที่รับผ่าตัดแปลงเพศหรือมีการจ่ายยาที่เป็นฮอร์โมนให้กับคนกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่เป็นคนข้ามเพศอย่างเสมอภาคเหมือนกับผู้ป่วยคนอื่นๆ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าก่อนว่า เรื่องคนข้ามเพศได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันกับคนไข้คนอื่นๆในโรงพยาบาลนั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไข เพราะเมื่อก่อนผู้ป่วยที่เป็นคนข้ามเพศมีจำนวนไม่มากเหมือนกับในปัจจุบัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในสหรัฐอเมริกามีคนที่เข้ารับการผ่าตัดข้ามเพศมากขึ้นกว่า 20% นอกจากนี้ คนที่ต้องการกินฮอร์โมนทางเพศก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้มีคนเข้าไปรับการผ่าตัดแปลงเพศและการกินฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการที่ค่ารักษาเหล่านี้ถูกรวมเข้าไปอยู่ใน the Affordable Care Act หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Obamacare ซึ่งทำให้ค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้ถูกลง ต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และประกันสุขภาพไม่รวมถึงกลุ่มคนข้ามเพศ

เมื่อ Obamacare ได้ประกาศใช้ ทุกคนรวมถึงคนข้ามเพศจะได้รับประโยชน์ในการรักษาพยาบาลเหมือนกัน รวมถึงมีการบังคับให้บริษัทประกันสุขภาพจะต้องให้คนข้ามเพศสามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเหมือนกับคนทั่วไป นอกจากนี้การผ่าตัดแปลงเพศยังถูกรวมเข้าไปใน Obamacare ทำให้ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแปลงเพศถูกลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

เมื่อมีคนข้ามเพศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และกระจายอยู่ในหลายแห่งทั่วประเทศ ทำให้ปัญหาเรื่องถูกเลือกปฏิบัติในโรงพยาบาลเริ่มมีมากขึ้น และกลายเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทุกวันนี้ในกลุ่มคนข้ามเพศจะมีการแนะนำและบอกต่อว่าควรจะไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลไหนที่คนข้ามเพศจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักข่าวท่านหนึ่งมีโอกาสพูดคุยกับคนข้ามเพศที่มีประสบการณ์เลือกปฏิบัติในโรงพยาบาล และนำเรื่องนี้มาเปิดเผย เพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อคนไข้แบบเท่าเทียมกัน และเสนอแนะให้หมอกับพยาบาลควรเรียนรู้วิธีการพูดคุยกับคนไข้ที่เป็นคนข้ามเพศมากขึ้น

คนไข้ที่เป็นคนข้ามเพศคนนี้เล่าว่า เธอไปเดินเล่นที่ย่านฮอลลีวูด แล้วรู้สึกไม่สบาย เพราะมีคนจำนวนมาก และอากาศที่ร้อนทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่สะดวก มีคนเรียกรถพยาบาลเพื่อนำเธอส่งโรงพยาบาล ในขณะที่เธอกำลังจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล เธอได้ขอให้รถพยาบาลไปส่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่ไกลออกไปหน่อย เพราะเธอไปหาหมอที่โรงพยาบาลนั้นเป็นประจำ หมอที่นั่นยังรู้ด้วยว่าเธอผ่านการผ่าตัดแปลงเพศมา และยังดูแลปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับคนไข้คนอื่นๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถพยาบาลพาเธอไปส่งยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่เธออยากไป สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้คือ เธอได้รับการเลือกปฏิบัติ และพยาบาลที่โรงพยาบาลนี้ไม่เคารพความเป็นคนข้ามเพศของเธอ เมื่อเธอเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนี้ ชื่อและประวัติการรักษาได้มีการบันทึกไว้เป็นของผู้หญิงทั้งหมด แต่พยาบาลที่เข้ามาดูอาการกลับใช้สรรพนามผู้ชายเรียกเธอ

หลังจากทำการรักษาเสร็จสิ้น เธอต้องการร้องเรียนการทำงานของพยาบาลคนนี้ แต่เมื่อถามหาแบบฟอร์มร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่แผนกประชาสัมพันธ์ เธอกลับได้รับคำตอบว่าโรงพยาบาลนี้ไม่มีแบบฟอร์มให้คนไข้ร้องเรียนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่โรงพยาบาลจะไม่เปิดให้ผู้ใช้บริการร้องเรียนการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเมื่อเธอกลับบ้านจึงเขียนคำร้องเรียนออนไลน์ในหน้าเว็บไซต์ของโรงพยาบาลแทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ Jaden Fields ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของคนข้ามเพศได้กล่าวว่า การเป็นคนข้ามเพศก็รู้สึกแย่พอแล้ว และการได้รับการเลือกปฏิบัติ รวมไปถึงไม่เคารพในสิ่งที่คนเหล่านี้เป็น ยิ่งทำให้คนข้ามเพศเหล่านี้รู้สึกแย่ลงไปอีก และนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีพฤติกรรมก้าวร้าวในอนาคตได้ ดังนั้น การปฏิบัติต่อคนข้ามเพศจึงมีความสำคัญมาก

นอกจากนี้ Diana Feliz Oliva ผู้จัดการโปรแกรมสุขภาพของคนข้ามเพศ ของโรงพยาบาล St. John’s Well Child and Family Center, South Los Angeles ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันมีคนไข้ข้ามเพศในสหรัฐอเมริกาเยอะขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ หมอและพยาบาลในโรงพยาบาลมักจะไม่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาทั้งกายและจิตใจต่อผู้ป่วยที่เป็นคนข้ามเพศ

เรื่องนี้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากการสำรวจคนข้ามเพศที่อาศัยอยู่ในเขต San Bernardino และ Riverside ในปี 2015 พบว่า 40% ของคนข้ามเพศบอกว่า การหาหมอหรือพยาบาลที่มีความชำนาญในการดูแลรักษาทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับผู้ป่วยข้ามเพศนั้นหาได้ยากมาก และทำให้มีคนข้ามเพศมากกว่า 75% ตัดสินใจฆ่าตัวตายในภายหลัง เพราะไม่สามารถทนรับความกดดันและการเลือกปฏิบัติในสังคมได้ ที่แย่มากขึ้นคือ มีคนข้ามเพศมากกว่า 23% ที่เวลาป่วยแล้วไม่ต้องการไปโรงพยาบาลเพื่อรักษา เพราะพวกเขากลัวการถูกเลือกปฏิบัติ และมีคนข้ามเพศถึง 33% ที่เข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วถูกเลือกปฏิบัติเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดลามก พูดสองแง่สองง่าม ถูกลวนลาม และถูกปฏิเสธที่จะให้การรักษา

เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจากสถิตินี้จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นว่า คนข้ามเพศถึง 40% พยายามฆ่าตัวตายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในขณะที่คนปกติทั่วไปมีน้อยกว่า 5% พยายามที่จะฆ่าตัวตายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพราะเครียดและวิตกกังวล

ในขณะเดียวกัน Oliva ก็บอกว่า ต้องเข้าใจคนที่เป็นหมอด้วยเช่นกัน เพราะหมอบางคนก็ไม่มีความชำนาญในเรื่องของคนข้ามเพศเพียงพอ ทำให้พวกเขากลัวที่จะต้องทำการรักษา เพราะคนไข้ที่เป็นคนข้ามเพศจะต้องระวังเรื่องการใช้คำพูด และการใช้คำสรรพนาม ทำให้พวกเขากลัวว่าถ้าหากทำการรักษาแล้วใช้คำพูดอะไรผิดไป จะเป็นการทำร้ายคนไข้ทางอ้อม

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะทุกวันนี้คนไข้ที่เป็นคนข้ามเพศเพิ่มมากขึ้น และยังมีคนไข้ที่เป็นคนหลากหลายทางเพศอีกจำนวนมากที่ต้องการการรักษาในยามเจ็บป่วย ดังนั้นหมอและพยาบาลจึงควรที่จะได้รับการฝึกอบรมทั้งในด้านวิชาการและจิตวิทยา เพื่อที่จะรักษาคนไข้เหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี และเป็นการช่วยลดอัตราการพยายามฆ่าตัวตายในคนข้ามเพศให้ลดลงอีกด้วย เพราะเมื่อคนข้ามเพศได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม และหากมีอาการเครียด วิตกกังวลแล้วจิตแพทย์มีจำนวนที่เพียงพอ ปัญหาการพยายามฆ่าตัวตายก็จะลดลง

คนข้ามเพศก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับเรา ที่ควรจะได้รับสิทธิในสังคมเท่าเทียมกับคนทั่วไป และไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลในยามเจ็บป่วย เพราะเมื่อป่วยสภาพจิตใจก็แย่เพียงพอแล้ว หากพวกเธอได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ปัญหาในสังคมก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาการฆ่าตัวตาย