Home > On Globalization (Page 15)

China Town ในญี่ปุ่น

 แม้ว่าจะเพิ่งฉลองปีใหม่ไปเมื่อไม่นาน แต่เราก็กำลังจะผ่านตรุษจีนไปอีกแล้ว ขณะที่ปีใหม่ไทยที่เรียกว่าสงกรานต์ก็ขยับใกล้เข้ามาเพียงอีกไม่กี่อึดใจ ซึ่งดูเหมือนว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีม้า-มะเมีย จะโจนทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วมากขึ้นหลังจากนี้ เมื่อพูดถึงตรุษจีน จะละเลยไม่พูดถึง Chinatown หรือย่านคนจีนเสียเลยก็ดูจะกระไรอยู่ ในประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีเยาวราชและสำเพ็งเป็นประหนึ่งศูนย์กลางของวัฒนธรรมจีน ที่เรียกได้ว่าเป็น Chinatown อยู่กลางกรุงเทพฯ แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบัน ย่านคนจีนของไทยกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เพราะชาวจีนได้หลอมรวมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนมานานกว่า 2-3 ศตวรรษแล้ว และคงเหมือนกับอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีกหลายภูมิภาคของโลกที่คนจีนได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานและมีบทบาททั้งในเชิงสังคม และเศรษฐกิจ การเมืองไม่น้อยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ญี่ปุ่น ซึ่งมีรากฐานและขนบทางวัฒนธรรมที่แน่นหนา ก็ยังได้รับอิทธิพลและการถ่ายเททางวัฒนธรรมจากจีนในระดับที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยมีเมืองท่าที่สำคัญ 3 แห่งเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ นางาซากิ (Nagasaki) ถือเป็นเมืองหน้าด่านแห่งแรกๆ ของญี่ปุ่นที่ได้เก็บรับวัฒนธรรมจีนเข้ามาในญี่ปุ่น โดยผ่านทางนักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่เดินทางค้าขายสินค้าจากยุโรป ผ่านช่องแคบมะละกา มาเก๊า และแผ่นดินใหญ่ของจีน ก่อนที่จะมาขึ้นฝั่งที่ปลายทางในเมืองนางาซากิ ตั้งแต่เมื่อกว่า 420-450 ปีที่แล้ว แต่หลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในเมือง นางาซากิ เริ่มหนาแน่นจริงจังก็เมื่อ 150-200 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยประมาณกันว่าในช่วงปี 1800-1850 ประชากรในเมืองนางาซากิ กว่า 1 ใน 3 เป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาประกอบกิจการค้าขาย และรับจ้างแรงงานอยู่ในเมืองท่าแห่งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวต่อเนื่องกับการเปิดเมืองท่าเรือเพื่อการค้าขายกับต่างประเทศทั้งที่ โยโกฮามา

Read More

เรื่องเล่าจากสนามกอล์ฟ

 ช่วงที่ผ่านมา คุณพ่อบ้านคนดี มีโอกาสได้ออกรอบตีกอล์ฟ กับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่คุ้นเคยกันหลายรอบ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะช่วงเวลาวันหยุดในห้วงรอยต่อข้ามปี ทำให้พอจะมีเวลาวางมือจากภารกิจประจำได้บ้าง และถือเป็นโอกาส refresh ความสัมพันธ์กับผู้คนแวดล้อมไปในตัว เรื่องเล่าเกี่ยวกับบทสนทนาในก๊วนกอล์ฟ ย่อมเป็นไปอย่างออกรส เพราะนอกจากจะถามไถ่กันถึงสารทุกข์สุกดิบ ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องอนาคตของบุตรหลาน ซึ่งกำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มาสู่การวิเคราะห์เรื่องภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้า หรือแม้กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์เหตุบ้านการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่ที่วาบแวบเข้ามาในความคิดของผู้เขียน กลับเป็นความรู้สึกถึงบรรยากาศครั้งเก่า เมื่อคราวที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นกว่า 4 ปีและเป็นช่วงที่คุณพ่อบ้านคนดีต้องแสวงหาโอกาสออกรอบตีกอล์ฟในญี่ปุ่น แบบหัวเดียวกระเทียมลีบ แม้จะไม่คุ้นชินกับสำนวนหนังสือกำลังภายในมากนัก แต่ทุกครั้งที่เห็นคุณพ่อบ้านแบกถุงกอล์ฟไปออกรอบโดยลำพัง ก็ให้นึกถึงคำเปรียบเปรยที่ว่า กอล์ฟเป็นเหมือนเพลงกระบี่ ที่ต่อให้ฝึกซ้อมร่ายรำเท่าใด แต่หากไม่ได้ประลองกับผู้คนย่อมไม่อาจรู้ว่าฝีมือของเราพัฒนาก้าวหน้า มีจุดด้อยให้แก้ไขอย่างไร ให้ได้แอบยิ้มในใจ โชคดีที่ในญี่ปุ่นมีกิจกรรมกอล์ฟประเภทหนึ่งที่เรียกว่า โอเพ่น คอมเปะ ที่เป็นการออกเสียงแบบญี่ปุ่นซึ่งมาจากคำว่า open competition ที่เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟต่างระดับฝีมือและต่างภูมิหลังได้มาร่วมออกรอบตีกอล์ฟกัน ข้อมูลเกี่ยวกับโอเพ่น คอมเปะ มีอยู่หลากหลายในหนังสือแจกฟรี ที่วางไว้ตาม Driving Range และร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟซึ่งมีอยู่ทั่วไปแทบทุกหัวมุมถนน หากมองอย่างผิวเผินหนังสือเหล่านี้ก็เป็นเพียงสื่อโฆษณาที่เสนอขายอุปกรณ์กอล์ฟและแนะนำสนามกอล์ฟธรรมดา แต่ท้ายเล่มของหนังสือเหล่านี้จะมีตารางโอเพ่น คอมเปะ ของแต่ละสนามแจ้งไว้ให้เลือกกันล่วงหน้า 2-3 เดือนเลยทีเดียว แม้ว่าชื่อกิจกรรมจะมีนัยชี้ชัดว่าเป็นเรื่องของการแข่งขัน โดยมีของรางวัลมากมายรอคอยอยู่ แต่นักกอล์ฟส่วนใหญ่ไม่ได้จริงจังกับเรื่องดังกล่าวมากนัก หากได้รางวัลก็ถือเป็นกำไรเสียมากกว่า เพราะนอกจากนักกอล์ฟจะไม่รู้มือหรือระดับความสามารถผู้แข่งขันรายอื่นแล้ว ด้วยระบบการคิดคะแนนแบบพีเรีย และดับเบิ้ลพีเรีย ซึ่งไม่ต่างจากการคิดคะแนนแบบ 36

Read More

ONSEN

 อากาศในเมืองไทยช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นฤดูหนาว แต่อุณหภูมิรอบข้างกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกเย็นอกเย็นใจเท่าใดนัก แถมบางช่วงยังร้อนระอุขึ้นมาเสียอีก ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งปี หากได้รับการบำบัดปลดปล่อยออกไปบ้างก็คงทำให้ภารกิจในช่วงของการเริ่มต้นปีใหม่เป็นไปด้วยความสดใสไม่น้อย ถ้าเป็นในเมืองไทย ท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยคงนึกถึงสปาและการนวดแผนไทย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกระแสที่แผ่ซ่านออกไปเกือบทั่วทุกหัวถนน และดำเนินไปตามแต่มาตรฐานของสถานประกอบการแต่ละแห่งให้เลือกใช้บริการ แต่สำหรับชาวญี่ปุ่น พวกเขามีวิธีผ่อนคลายความอ่อนล้าและเสริมสร้างพลังชีวิตให้กลับคืน ด้วยการอาบและแช่น้ำพุร้อน หรือที่เรียกกันติดปากว่า ออนเซน (Onsen) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติอีกอย่างหนึ่งก็ว่าได้ แม้ว่าออนเซนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับเซนโต (Sento) หรือสถานที่อาบน้ำรวมแบบ public bath แต่ข้อแตกต่างอย่างสำคัญอยู่ที่ออนเซนเป็นน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติว่าด้วยแร่ธาตุที่ละลายเจือปนอยู่ตามข้อกำหนดกว่า 19 ชนิด ภายใต้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ (Archipelago) และตั้งอยู่ในแนวของภูเขาไฟและรอยแยกเลื่อนใต้แผ่นดิน ทำให้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่นมีแหล่งน้ำพุร้อนกระจายอยู่มากมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมการท่องเที่ยวไปโดยปริยาย หนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงและคุ้นตามากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น คงหนีไม่พ้นแหล่งน้ำพุร้อนที่เมือง Hakone ด้วยเหตุที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ ผู้คนที่เดินทางไปเยี่ยมชมความงามของฟูจิ จึงถือโอกาสแวะเวียนและสัมผัสประสบการณ์การอาบและแช่น้ำพุร้อนที่อุดมด้วยกำมะถัน ซึ่งเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติในการบำบัดความเครียดหรือแม้กระทั่งอาการของโรคผิวหนังด้วย และด้วยเหตุที่น้ำพุร้อนในแต่ละแห่ง มีคุณสมบัติของแร่ธาตุที่ละลายเจือปนแตกต่างกันออกไป บรรดาโรงแรมและรีสอร์ต รวมถึงบ้านพักตากอากาศในแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า เรียวกัง (ryokan) ในเมือง Hakone จึงมีออนเซนเป็นจุดขายควบคู่กับการบรรยายสรรพคุณของน้ำพุร้อนว่ามีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อให้นักท่องเที่ยวเลือกสรรได้ตามความประสงค์ จุดเด่นของออนเซนในแถบเมือง Hakone อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไปได้เกือบตลอดทั้งปี เพราะฉากหลังที่เป็นทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจินั้น มีความงดงามเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลด้วยเช่นกัน แต่ก็ด้วยความที่ Hakoneเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบall season มากเกินไปเช่นที่ว่านี้ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวออนเซนในภูมิภาคอื่นสามารถเบียดแทรกโดยอาศัยลักษณะเด่นของแต่ละพื้นถิ่นมาเป็นจุดดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่ไม่นิยมความจำเจ

Read More

Honor Killing พ่อฆ่าลูกสาวในประเทศเยเมน

  เยเมน (Yemen) หรือสาธารณรัฐเยเมน ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง สาธารณรัฐเยเมนมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ ประเทศนี้มีประชากรอยู่ประมาณ 25 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชาวอาหรับ และมีภาษาอารบิกเป็นภาษาราชการ มีศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาอิสลามซึ่งมีทั้งนิกายซุหนี่ (Sunni) และชีอะห์ (Shia) อย่างที่ทราบกันว่า ถ้าหากประเทศไหนมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ประเทศนั้นจะประกาศบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับศาสนาและจารีตประเพณี (Custom Law) ที่ต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามที่ศาสนาอิสลามกำหนดด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเวลาที่ผู้หญิงจะออกจากบ้านต้องแต่งตัวให้ปกปิดมิดชิดทุกส่วนของร่างกาย และต้องมีผ้าคลุมผมด้วยเช่นกัน  ประเทศเยเมนก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ คือมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและจารีตประเพณีที่เคร่งครัด แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้คนชาวเยเมนถือฎิบัติกันมาอย่างยาวนานมากกว่าประเทศอื่นๆ คือการให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก ในขณะที่หลายๆ ประเทศเริ่มมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพราะไม่ต้องการสนับสนุนเรื่องการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่สำหรับประเทศเยเมนนั้นผู้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่ที่แปลกไปจากประเทศอื่นๆ คือ ไม่ได้บังคับให้เด็กแต่งงานกับผู้ชายที่มีอายุมากกว่าเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่บังคับให้เด็กผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันแต่งงานกันเอง ตามเมืองต่างๆ ในเขตชนบทของประเทศเยเมนยังมีกฎที่ปฎิบัติกันมายาวนานและยังใช้อยู่ในทุกวันนี้คือ การที่พ่อบังคับให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กมากๆ เช่นต้องแต่งงานตั้งแต่อายุได้ 8 ปี องค์กร Human Right Watch ได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในปี 2542 ประเทศเยเมนได้มีการยกเลิกการกำหนดอายุขั้นต่ำของการแต่งงานที่ว่า เด็กจะต้องมีอายุอย่างน้อย 15

Read More

ปีใหม่แบบญี่ปุ่น (2)

 ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวญี่ปุ่นก็คือเรื่องของการส่งความสุขให้กับผู้คนที่เคารพรัก และผูกพันถึงกันและกัน การส่งความสุขแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า Nengajo นี้ มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นลำดับนับตั้งแต่สมัย Heian ก่อนจะคลี่คลายมาสู่รูปแบบการส่งความสุขด้วยไปรษณียบัตร ซึ่งเเกิดขึ้นในยุคสมัย Meiji (1868-1912) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดตั้งกิจการไปรษณีย์สมัยใหม่ในปี 1871 ควบคู่กับการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ตามแบบตะวันตกในปี 1873 บทบาทของ Nengajo ในรูปแบบของไปรษณียบัตรในห้วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นประหนึ่งการหยิบยื่นความเป็นสมัยใหม่ให้กระจายสู่ประชาชนทุกระดับอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ควบคู่กับการสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นไปพร้อมกัน นอกเหนือจากถ้อยความและคำอวยพรปีใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักของไปรษณียบัตรเหล่านี้แล้ว ความเป็นไปของ Nengajo ในเวลาต่อมายังเป็นภาพสะท้อนเรื่องราวในสังคมญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลงพร้อมกับความบอบช้ำของญี่ปุ่น กิจการไปรษณีย์ได้ก้าวไปสู่การทำให้ Nengajo เป็นมากกว่าบัตรอวยพรความสุข หากผนวกเอาการหยิบยื่นโอกาส ด้วยการพิมพ์หมายเลขประจำไปรษณียบัตรแต่ละใบสำหรับการจับรางวัลแบบ lottery เข้าไปด้วย ท่านผู้อ่านอาจกำลังนึกถึงเงินรางวัล แบบที่ทำให้ผู้รับผันชีวิตให้กลายเป็นผู้มั่งคั่งในชั่วข้ามคืน ดุจเดียวกับที่ได้พบเห็นผู้โชคดีจากกิจกรรมส่งไปรษณียบัตรทายผลกีฬาหรือแม้กระทั่งฝาขวดเครื่องดื่มนานาชนิดในบ้านเรา หากแต่ในความเป็นจริงของรางวัลจาก Nengajo ในแต่ละช่วงบ่งบอกลำดับขั้นของการพัฒนาทั้งในมิติของเศรษฐกิจอุสาหกรรมและสังคมวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจักรเย็บผ้าในช่วงทศวรรษ 1950 มาสู่โทรทัศน์และวิทยุทรานซิสเตอร์ ในช่วงทศวรรษ 1960 มาสู่เตาไมโครเวฟ ในช่วง 1980 รางวัลท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วง 1990 ไปสู่ทีวีจอแบน notebook รวมถึงชุด home

Read More

ปีใหม่แบบญี่ปุ่น (1)

 ช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ท่านผู้อ่านเตรียมดำเนินกิจกรรมอะไรบ้างคะ หลายท่านอาจเดินทางท่องเที่ยว เติมพลังให้ชีวิต ขณะที่หลายท่านอาจปักหลักอยู่บ้านทบทวนวันปีที่เพิ่งผ่านไป แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่มีกิจกรรมต่างๆ หนาแน่น ซึ่งล้วนแต่อุดมด้วยเรื่องราวที่สะท้อนความลุ่มลึกและร่ำรวยของคติและวิธีคิดที่แหลมคมไม่น้อย เริ่มที่มิติของอาหารสำหรับปีใหม่กันก่อนดีไหม สำรับอาหารชุดพิเศษของชาวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ ที่เรียกว่า Osechi Ryori นี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัย Heian หรือกว่าพันปีมาแล้ว เพื่อนชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นชาวเมืองเกียวโต เคยเชื้อเชิญให้ผู้เขียนและครอบครัวไปร่วมรับประทานอาหารปีใหม่สำรับพิเศษนี้ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ของเขาที่บ้าน Osechi Ryori ในครั้งนั้น นอกจากจะเต็มไปด้วยบรรยากาศของมิตรภาพอันอบอุ่น และรสชาติอาหารอันโอชะแล้ว ยังทำให้ได้รับความรู้จากอรรถาธิบายถึงความหมายและที่มาที่ไปของอาหารที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันลงมือทำสำรับนี้มากขึ้นด้วย ท่านผู้อ่านซึ่งคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่น คงจะทราบดีว่าอาหารญี่ปุ่นมีจุดเด่นอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบในการปรุงเป็นหลัก หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง ควรต้องเรียกว่าสดจนไม่ต้องปรุง แต่ Osechi-Ryori จะให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะคติของชาวญี่ปุ่นแต่เดิมนั้น ถือว่าตลอด 3 วันแรกของการขึ้นปีใหม่ ที่เรียกว่า Oshoogatsu เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรประกอบอาหารใดๆ ยกเว้นเพียงการปรุงซุป Ozoni ซึ่งเป็นซุปใสที่ประกอบด้วยก้อนแป้งข้าวเหนียว (โมะจิ : mochi) ผัก และอาหารแห้งอื่นๆ ที่เป็นอาหารพิเศษสำหรับปีใหม่อีกชนิดหนึ่ง การเตรียมสำรับอาหาร Osechi จึงต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันสิ้นปี ด้วยเหตุนี้ Osechi ในยุคแรกๆ จึงถูกจำกัดให้เป็นเพียงชุดอาหารที่ประกอบส่วนด้วยผักต้มผักดอง เท่าที่ความรู้เกี่ยวกับการถนอมอาหารในขณะนั้นจะเอื้อให้จัดเตรียมได้ ความหลากหลายที่มีเพิ่มเติมเข้ามาในสำรับ Osechi ในเวลาต่อมา ในด้านหนึ่งจึงเป็นประหนึ่งเครื่องบ่งชี้ความสามารถในการสรรหาวัตถุดิบและความก้าวหน้าในการถนอมอาหารของชาวญี่ปุ่นไปในตัว ขณะเดียวกันองค์ประกอบของสำรับ

Read More

HOLY LAND: ฐานถิ่นแห่งความขลัง

 ช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะได้ยินได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเรื่องนิรโทษกรรมแล้ว อีกข่าวที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะเป็นประหนึ่งรูปการณ์จิตสำนึกและเข็มมุ่งในแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของมหกรรมสินค้า OTOP ที่รวบรวมของดีจากทุกสารทิศมาให้ได้เลือกซื้อเลือกชม ข่าวเกี่ยวกับ OTOP หรือรายการโทรทัศน์ประเภทของดีทั่วถิ่นไทย ทำให้บทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่บ้านช่วงวันหยุด ดำเนินไปท่ามกลางการหวนรำลึกบรรยากาศเมื่อครั้งที่สมาชิกในบ้านมีโอกาสได้พักอาศัยและร่วมตะลอนทัวร์ ไปทัศนศึกษาความเป็นไปของเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นเป็นกำลัง โดยเฉพาะการไล่เรียงอาหารรสเด็ดบ้างไม่เด็ดบ้างที่ได้เคยมีโอกาสลิ้มลอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากรสชาติของอาหารที่ได้ลิ้มลองดังกล่าวก็คือการได้ไปเยือนถิ่นที่เป็นประหนึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลังของอาหารแต่ละชนิดกันเลยทีเดียว ถึงจะไม่ได้มีการกำหนดให้เป็นคำขวัญประจำถิ่น แต่อาหารหลายชนิด รวมถึงผลิตผลทางการเกษตรที่หลากหลายก็กลายเป็นสินค้าเลื่องชื่อและสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่นไปโดยปริยาย พร้อมกันนี้การสถาปนาเมืองหลวงหรือสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้กับอาหารแต่ละชนิดในด้านหนึ่งยังดำเนินควบคู่ไปพร้อมกับลักษณะท้องถิ่นนิยมที่ลุ่มลึกไม่น้อย เมื่อครั้งที่มีโอกาสเดินทางไป Hiroshima อาหารที่เราลงมติว่าสมควรต้องใช้เวลาเพื่อขจัดความหิวและเติมเต็มพลังงานให้กลับคืนมาก็คือ Okonomiyaki ซึ่งหลายท่านอาจเรียกว่าเป็น pizza ญี่ปุ่น แต่หากจะแปลความตามตัวอักษรอาหารชนิดนี้ก็จะมีความหมายว่า as you like itนี่แหละ แม้อาหารชนิดนี้จะมีชื่อเรียกขานดังกล่าว จากผลของส่วนประกอบที่หลากหลายเปิดโอกาสให้ผู้ปรุงและผู้ทานสามารถเลือกใส่เลือกปรุงได้ตามแต่ใจปรารถนา ในลักษณะที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เพราะ Hiroshima ได้รับการสถาปนาให้เป็นประหนึ่งเมืองหลวงของ Okonomiyaki โดยแท้ และชาวบ้านร้านถิ่นในเมืองนี้ ก็พร้อมจะระบุว่าการปรุงในแบบ Hiroshima คือ Okonomiyaki สูตรต้นตำรับเสียด้วย ขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ไม่น้อยว่า Okonomiyaki ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างไรและเริ่มต้นในพื้นที่แห่งใดก่อนกันแน่ เพราะที่ Osaka เอง ก็พยายามจะบอกว่า Okonomiyaki มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่นั่นเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่า Osaka จะได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นทางและเมืองหลวงของ

Read More

สิทธิผู้หญิงในอัฟกานิสถานกำลังจะหมดไปหรือไม่เมื่อทหารอเมริกาจะถอนกำลังออกมาตอนสิ้นปีหน้า

เป็นเวลา 12 ปีมาแล้วที่สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War On Terror) ได้เริ่มขึ้น สงครามนี้เกิดขึ้นหลังจากการก่อวินาศกรรมในประเทศอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 และประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา ทำให้ทหารของประเทศสมาชิกในกลุ่มองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า NATO) และประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม NATO ได้ร่วมมือกันเพื่อกำจัดกลุ่มอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) และองค์การก่อการร้ายอื่นๆ อย่างเช่น กลุ่มตาลีบัน ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายอิสลามและกลุ่มการเมืองซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอัฟกานิสถาน หรือกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายในปาเลสไตน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์จากอิสราเอล เป็นต้นปัจจุบันมีทหารประมาณ 55,000 –60,000 คนที่ประจำการอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลของบารัค โอบามา ได้ออกมาประกาศว่าจะมีการถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากประเทศอัฟกานิสถานตอนสิ้นปีหน้าก่อนจะถึงเวลาถอนกำลังทหารตอนสิ้นปีหน้านี้ ประเทศอเมริกาและประเทศอัฟกานิสถานได้มีการพูดคุยตกลงกันว่า (1) ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จะเริ่มมีการถอนกำลังทหารออกจากประเทศอัฟกานิสถาน โดยที่จะเหลือกำลังทหารไว้ประมาณ 34,000 คน และ (2) ตอนสิ้นปีหน้า

Read More

MOCHIKO: โมจิความสุข

 ช่วงก่อนออกพรรษาที่ผ่านมา นอกเหนือจากประเพณีไหว้พระจันทร์ ที่หลายคนบ่นผิดหวัง เพราะเมฆฝนบดบังทัศนียภาพจนไม่สามารถชื่นชมความสง่างามของจันทร์ได้ แต่เชื่อว่าหลายท่านคงได้ร่วมบำเพ็ญกุศลใหญ่ ทั้งเทศกาลสารทไทย หรือสารทเดือนสิบ ต่อเนื่องด้วยเทศกาลถือศีลกินผักเป็นการชำระจิตใจเทศกาลงานบุญแบบไทยๆ ที่มีทั้งขนมลาและกระยาสารท ทำให้นึกถึงอาหารญี่ปุ่น ที่กล่าวได้ว่าเป็นได้ทั้งอาหารหลักและของทานเล่นที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง อย่างโมจิ (Mochi) ไม่น้อยเลย ยิ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ ของญี่ปุ่น Daifuku Mochi หรือขนมโมจิที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษกลายเป็นของขวัญที่ส่งมอบให้แก่กันและกันอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุที่ Dai แปลว่าใหญ่ ส่วน fuku แปลว่าโชค Daifuku Mochi จึงอาจแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า โมจิมหาโชค ซึ่งเป็นมงคลนามสำหรับเทศกาลแห่งความสุขจริงๆ แต่ท่านผู้อ่านอย่างเพิ่งพุ่งเป้าสรุปไปที่ โมจิ ที่เป็นชื่อเรียกขนมที่เราคุ้นเคยแต่โดยลำพังอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริง Mochi กินความกว้างขวางไปถึงการแปรรูปข้าวให้กลายเป็นแป้ง หรือ Mochiko ด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารที่มีส่วนร่วมอยู่ในพิธีกรรมและเทศกาลสำคัญของญี่ปุ่นแล้วกระบวนการก่อนที่จะได้แป้งโมจิ (Mochiko) ยังสะท้อนวิธีคิดและสอดแทรกวิถีปฏิบัติสำหรับการอยู่ร่วมในชุมชนไว้อย่างแยบยล เพราะด้วยเหตุที่แป้งโมจิหรือ Mochiko แปรรูปมาจากการนำข้าวหุงสุกมาทุบโขกให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จนมีลักษณะเหนียวนุ่ม กรรมวิธีดังกล่าวจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและแรงงานในการประกอบไม่น้อย ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในประเทศไทยนอกจากจะมีสารทไทย หรืองานบุญเดือนสิบให้ได้ร่วมกันปรุงกระยาสารทแล้ว ยังมีเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งในช่วงเดียวกันนี้ของญี่ปุ่นก็จะมีเทศกาลชมพระจันทร์ หรือ Otsukimi ซึ่งใกล้เคียงกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ที่ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประเพณีว่าด้วย

Read More

อนิจจาน่าเสียดาย-Mottainai

 ในยุคสมัยปัจจุบัน เชื่อว่าคงมี คำ ในภาษาญี่ปุ่นมากมายหลายคำที่เราท่านต่างคุ้นเคยกันดี แม้กระทั่งนำมาพูดคุยสื่อความในชีวิตประจำวันกันอยู่เนืองๆ ในด้านหนึ่งก็คงเป็นเพราะมีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเป็นผู้เผยแพร่ผ่านการท่องเที่ยว ขณะที่สื่อทั้งของไทยและญี่ปุ่นก็ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมไปพร้อมกันลองนึกถึงคำประมาณ Oishi ที่แปลว่าอร่อย ซึ่งกลายเป็นชื่อร้านอาหารและเครื่องดื่ม หรือ Arigato ที่กลายเป็นชื่อขนมขบเคี้ยว รวมไปถึง Sugoiที่อ่านออกเสียงแบบไทยๆ ได้หลากหลายอารมณ์เหลือเกิน และใช้แทนค่า ความรู้สึกได้อย่างไม่จำกัดสถานการณ์หากแต่คำอุทานในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้กันจนคุ้นปากและแพร่หลายในวงกว้างอย่าง mottainai กลับกลายเป็นนิยามของแนวความคิดว่าด้วยการอนุรักษ์และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหญิงชาวเคนยาคนหนึ่ง เป็นประหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยกระจายนัยความหมายของถ้อยความคำนี้Mottainai ไม่ใช่คำญี่ปุ่นที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หากแต่ในความเป็นจริง คำคำนี้ ซึมลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานแสนนาน โดยมีความหมายไปในทางที่สะท้อนความน่าเสียใจเสียดายต่อสิ่งมีคุณค่าที่ต้องถูกทิ้งให้เสียหายไปอย่างเปล่าประโยชน์ รวมถึงการใช้สิ่งมีค่าไปอย่างผิดวิธีฟังดูแล้ว อาจไม่ค่อยเข้ายุคเข้าสมัยสักเท่าใดใช่ไหม เพราะสังคมทุกวันนี้เห็นมีแต่เรื่องเปล่าเปลืองเป็นส่วนมาก โอกาสที่จะใช้คำว่า mottainai จึงดูเหมือนจะถูกบีบให้แคบลงไปอีกแต่หญิงชาวเคนยาที่ทำให้ mottainai แพร่หลายไปไกลคนนี้ เธอไม่ใช่ธรรมดา หากเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หรือ Nobel Peace Prize เมื่อปี 2004 มาแล้วWangari Muta Maathai ชาวเคนยาคนนี้ เป็นผู้หญิงแอฟริกาคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล และเป็นผู้รับรางวัลสาขาสันติภาพคนแรกที่มีปูมหลังเป็นนักสิ่งแวดล้อมอีกด้วยบทบาทและสถานะของเธอที่ผ่านมา ดูจะไม่ค่อยมีเหตุให้ต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่อง

Read More