Home > On Globalization (Page 14)

ฝึกแพ้ให้ถูกวิธีแบบ JUDO

 สิ่งแรกๆ ที่นึกถึงเวลากล่าวถึงกีฬา เชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย และพละกำลังในการเอาชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกีฬาที่ว่าเป็นกีฬาที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งมีมิติของเทคนิควิธีต่างๆ ประกอบส่วนเข้ามาอีกแม้ว่าจะมีคุณพ่อบ้านเป็นนักกีฬาอยู่ใกล้ตัว แต่ดิฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งก็ถูกกล่อมเกลาและถ่ายทอดให้มี perception เช่นนี้มานานหลายปีทีเดียวนะคะแต่ทัศนะดังว่าถูกปรับให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อครั้งพวกเราพาลูกชายคนโตไปฝึกเรียน ยูโด (Judo) ในญี่ปุ่น ประเทศที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้เพราะตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละครั้งที่ดิฉันได้มีโอกาสเฝ้ามองลูกชายผ่านการเรียนการสอนยูโด ดิฉันพบว่าเด็กๆ ทั้งหญิงและชาย ไม่ได้ถูกขับเน้นให้ฝึกฝนการทุ่มหรือการมุ่งหมายชัยชนะเหนือคู่แข่งขัน หากแต่คุณครูผู้ฝึก (Sensei) จะสอนวิธีการล้มที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อต้องเข้าต่อสู้จริงๆการฝึกล้มของยูโดเป็นการฝึกสำคัญที่ใช้เวลารวมกว่า 2 ชั่วโมงเลยทีเดียวนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการล้มให้มีเสียงดังแต่ไม่เจ็บ เพราะนั่นหมายถึงนักเรียนแต่ละคนสามารถกำหนดให้ส่วนหนาของร่างกายเป็นจุดกระทบพื้นได้อย่างลงตัวเรียกได้ว่าทุกครั้งที่ไปเรียนยูโดก็คือ เวลาที่ครอบครัวของเราไปเรียนวิชาว่าด้วยการเตรียมตัวแพ้อย่างถูกวิธี ก็น่าจะได้ฟังดูแล้วแปลกๆ ไหมคะ แต่ลูกชายดิฉันต้องไปฝึกล้มอยู่นานเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว กว่าจะได้เรียนเทคนิคการเข้าประชิดตัวคู่ต่อสู้และการทุ่มในเวลาต่อมานัยแฝงของการฝึกล้ม หรือการเตรียมตัวแพ้ให้เป็น แพ้ให้ถูกวิธีดังกล่าว ในด้านหนึ่งคือการสร้างให้เกิด มาตรการป้องกัน (preventive measure) เพื่อลดระดับความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการที่จะดำเนินไปจากบริบทภายในของนัก JUDO แต่ละคน มากกว่าที่จะเพ่งพินิจไปที่คู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยภายนอกทัศนะในแบบป้องกัน (preventive) ของยูโด อาจทำให้ยูโดมีลักษณะคล้ายกับว่าเน้นการตั้งรับและรอคอยจังหวะ เพื่อแปลงไปสู่ความได้เปรียบและชัยชนะในที่สุด

Read More

กฎหมายใหม่สำหรับการจ้างงานนางแบบที่เป็นเด็กในนิวยอร์ก

 นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแฟชั่นจากทั่วทุกมุมโลก จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักที่นิวยอร์กจะมีนางแบบมากมายและมีหลากหลายอายุด้วยกัน ในขณะเดียวกันก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความฝันว่าอยากเป็นนางแบบและมาอาศัยอยู่ในนิวยอร์กเพื่อตามหาฝันของตัวเอง และเด็กที่มีอยุระหว่าง 13–18 ปีก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันอยากจะมีอาชีพเป็นนางแบบด้วยเช่นกันแต่ตามกฎหมายแรงงานของนครนิวยอร์กนั้นไม่มีการคุ้มครองและปกป้องสิทธิของคนทำงานเป็นนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งกฎหมายนี้มีการใช้มานานมากแล้ว จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไข ดังนั้นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนครนิวยอร์กจึงมีความเห็นตรงกันว่า น่าจะมีกฎหมายแรงงานที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิของคนทำงานเป็นนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีนี่จึงเป็นที่มาของกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่มีการประกาศใช้ในนครนิวยอร์ก เพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในการทำงานเป็นนางแบบสาเหตุที่ทำให้หลายๆ ฝ่ายในนิวยอร์กหันมาให้ความสนใจกับกฎหมายที่จะคุ้มครองแรงงานเด็กในการเป็นนางแบบนั้นคือ หนังสารคดีเรื่อง Girl Model ที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อปีที่แล้วสารคดีเรื่อง Girl Model มีเนื้อเรื่องอยู่ว่า Ashley ผู้ทำหน้าที่เป็นแมวมองหานางแบบหน้าใหม่ๆ ให้กับบริษัทจัดหานางแบบ ได้มาตามหานางแบบตามเมืองต่างๆ ของประเทศไซบีเรียเพื่อส่งนางแบบเหล่านี้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น และวันหนึ่ง Ashley ก็ได้พบกับ Nadya เด็กหญิงอายุ 13 ปี ที่อาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งในเขตชนบทของไซบีเรีย Ashley จึงชักชวนให้ Nadya ไปเป็นนางแบบที่ประเทศญี่ปุ่นAshley ได้ให้สัญญากับ Nadya ว่าเธอจะมีอาชีพนางแบบที่รุ่งโรจน์ในประเทศญี่ปุ่น และมีเงินจำนวนมากมายเพื่อส่งกลับมาให้ที่บ้านใช้จากการเป็นนางแบบของเธอ Nadya จึงตัดสินใจว่าเธออยากจะไปเป็นนางแบบที่ประเทศญี่ปุ่น

Read More

OLYMPIC MIRACLE

 ผลการตัดสินคัดเลือกเมืองเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Olympic 2020 เสร็จสิ้นลงไปแล้ว พร้อมกับความผิดหวังของกรุงมาดริด และอิสตันบูล ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง Banzai และน้ำตาแห่งความชื่นมื่นของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นกล่าวเฉพาะ Tokyo ความมุ่งหมายที่จะเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้ ถือเป็นกรณีที่สืบเนื่องมายาวนานตั้งแต่เมื่อปี 2005 เมื่อ Shintaro Ishihara ผู้ว่าการกรุงโตเกียวประกาศเป็นนโยบายสำหรับรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ สมัยที่ 3โดยวางเป้าหมายให้การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Olympic 2016 เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายเพื่อการพัฒนาของกรุงโตเกียวข้อเสนอของ Shintaro Ishihara ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวญี่ปุ่น จนเขาได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการกรุงโตเกียวเป็นสมัยที่ 3 สมดังตั้งใจในการเลือกตั้งเมื่อปี 2007 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาพความสำเร็จในอดีตเมื่อครั้งกรุงโตเกียวได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Olympic เมื่อปี 1964 ซึ่งยังเป็นภาพอดีตที่ติดตราตรึงใจชาวญี่ปุ่นไม่น้อย และถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะที่เป็น Olympic Miracle สำหรับญี่ปุ่นเลยทีเดียวเพราะการได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกเมื่อปี 1964 ทำให้กรุงโตเกียวสามารถแสดงพลังในการขับเคลื่อนทั้งในมิติของเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1950 ต่อเนื่องมาสู่ 1960 หลังจากที่ต้องตกอยู่ในภาวะผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างบอบช้ำที่สุดOlympic 1964 จึงเป็นประหนึ่ง

Read More

ประเทศแซมเบียประกาศต่อต้านการแต่งงานกับเด็กผู้หญิงที่มีมานาน

 ในแต่ละปี มีเด็กผู้หญิงอย่างน้อย 10 ล้านคน ที่ต้องแต่งงานก่อนที่พวกเธอจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในทวีปแอฟริกาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอยู่ทุกๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกา หรือแม้กระทั่งในยุโรป เท่ากับว่าในหนึ่งวันจะมีเด็กผู้หญิงประมาณ 25,000 คนที่ถูกบังคับให้แต่งงานตั้งแต่พวกเธอยังเป็นเด็กอยู่ส่วนใหญ่แล้วผู้คนไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก เพราะเรื่องนี้ดูผิวเผินแล้วเหมือนจะเป็นปัญหาทางครอบครัว หรือวัฒนธรรมในแต่ละประเทศที่มีมานาน แต่การเป็นเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็กนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเราทุกคนควรหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ประเทศแซมเบียเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา มีประธานาธิบดีเป็นผู้บริหารและปกครองประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน และใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการประจำชาติ ผู้คนส่วนใหญ่ 75% นับถือศาสนาคริสต์ และอีก 25% นับถือศาสนาอิสลามและฮินดู ประเทศแซมเบียเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มองเห็นความสำคัญเรื่องการแต่งงานกับเด็กผู้หญิง ผู้นำแซมเบียมีความเชื่อว่า ในการพัฒนาประเทศของตัวเอง การหยุดยั้งการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็กเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นๆผู้นำประเทศแซมเบียได้ตัดสินใจให้มีการรณรงค์ยุติการแต่งงานกับเด็ก ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และยังให้สตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศหรือภรรยาของท่านที่ชื่อ Christine Kaseba มาเป็นผู้ช่วยในการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้กับประชาชนมากขึ้นเกี่ยวกับโครงการนี้หลังจากที่โครงการนี้ได้เริ่มมาเกือบ 5 เดือนแล้ว ก็มีบุคคลสำคัญต่างๆ รวมไปถึงผู้นำทางศาสนาในแซมเบียที่ออกมาสนับสนุนโครงการนี้ และต้องการให้วัฒนธรรมการแต่งงานกับเด็กผู้หญิงหมดไปจากประเทศแซมเบีย ผู้นำทางศาสนายังเรียกร้องให้รัฐบาลจับตัวผู้ที่ต้องการแต่งงานกับเด็กผู้หญิง หรือผู้ที่บังคับเด็กผู้หญิงให้แต่งงานไปเข้าคุกอีกด้วย เพราะถือว่าทำความผิดทางกฎหมายกฎหมายของประเทศแซมเบียระบุไว้ว่า ผู้หญิงจะแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อมีอายุอย่างน้อย 21 ปีบริบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว

Read More

ความอดอยากไม่สามารถแก้ไขได้ตราบใดที่ผู้หญิงยังไม่ได้รับความเท่าเทียมกันในสังคม

 เมื่อปี 2544 องค์การสหประชาชาติได้ริเริ่มโครงการเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ (Millennium Development Goals หรือเรียกสั้นๆ ว่า MDGs) คือ เป้าหมาย 8 ประการที่สมาชิกของสหประชาชาติทั้ง 189 ประเทศ ได้ตกลงที่จะยอมรับและจะพยายามบรรลุเป้าหมายทั้ง 8 ประการนี้ภายในปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะขจัดความอดอยากให้หมดไปจากโลก และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นเป้าหมายทั้ง 8 ประการนี้ประกอบด้วย (1) การขจัดความยากจนและความหิวโหยที่ร้ายแรง (2) การพัฒนาการศึกษา ให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนอย่างน้อยระดับประถมศึกษา (3) การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ และให้ผู้หญิงมีสิทธิ์มีเสียงในสังคมมากขึ้น (4) การลดอัตราการเสียชีวิตของเด็ก (5) การพัฒนาสุขภาพอนามัยของแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ (6) การป้องกันโรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคติดต่ออื่นๆ (7) การรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน และ(8) การส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประเทศพันธมิตรเพื่อการพัฒนาที่จะมีขึ้นไปทั่วโลกสองข้อหลักๆ จากทั้งหมด 8 ข้อ ที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องบรรลุให้ได้ภายในปี 2558 คือ (1)

Read More

คนมะกันใช้อินเทอร์เน็ตวินิจฉัยโรคเอง

ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกายุ่งเหยิงน่าปวดหัว ทำให้สหรัฐฯ รั้งที่โหล่ในรายงานการเปรียบเทียบสุขภาพและอายุขัยของประชากรใน 17 ประเทศชั้นนำที่พัฒนาแล้วด้านเศรษฐกิจเมื่อเร็ว ๆ นี้ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่ได้ซื้อประกัน และแพทย์ก็ถูกกดดันทั้งด้านเวลาและเงิน จนพวกเขาไม่สามารถให้เวลากับคนไข้มากนัก ทำให้คนหันเข้าหาอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อวินิจฉัยโรคและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ มากขึ้นผลการสำรวจของศูนย์วิจัยพิวระบุว่า จากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 3,000 คน มีมากกว่าสองในสามใช้ระบบออน–ไลน์เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ อีกหนึ่งในสามใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อวินิจฉัยโรคเอง จากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว มีประมาณครึ่งหนึ่งยอมไปปรึกษาแพทย์ แม้แต่พระเอกตลอดกาลอย่าง คลินต์ อีสต์วูด ยังยอมรับว่า “มีบ่อยครั้งที่ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับข้อมูลเล็กๆ เพียงชิ้นเดียว”ริดสีดวงทวาร–โรคท็อปฮิตใน Googleเราอาจไม่ค่อยได้ยินคนพูดถึงริดสีดวงทวารกันอย่างเปิดเผยมากนัก แต่เชื่อไหมว่า คนจำนวนมากวิตกกังวลกับโรคนี้มาก เพราะเป็นหัวข้อยอดนิยมมากที่สุดหัวข้อหนึ่งในการค้นหาใน Googleริดสีดวงทวารเป็นเนื้อเยื่อที่บวมเป่งบริเวณตอนล่างของทวารและช่องทวารหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วไปประมาณร้อยละ 75ผู้ป่วยจะมีอาการคัน เจ็บปวด และมีเลือดสดออกมาเวลาถ่ายอุจจาระ การป้องกันทำได้โดยบริโภคอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน และใช้ห่วงยางรองนั่ง นั่งนานๆ เสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพรุนแรงผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาสทริชต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเบอร์นาร์ด ดูวิเวียร์ ยืนยันว่า การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้นหากคุณนั่งวันละ 14 ชั่วโมง จะมีผลให้ระดับฮอร์โมนอินซูลิน ไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล)

Read More

ผู้หญิงอเมริกันขาดวินัยในการรับประทานยา

 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าตกใจ เมื่อผลจากการวิจัยพบว่าผู้หญิงอเมริกันมักจะไม่ได้รับประทานยาครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผู้ชายแล้วพบว่า ลักษณะนิสัยในการรับประทานยานั้นผู้หญิงมีลักษณะนิสัยที่แย่กว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายจะทำตามที่แพทย์สั่งและรับประทานยาจนหมด ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วผู้หญิงมักจะถูกมองว่าเป็นคนมีระเบียบวินัย และรักษาสุขภาพมากกว่าผู้ชายเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท HealthPrize Technologiesได้มีการจัดทำการสำรวจเกี่ยวกับลักษณะนิสัยในการรับประทานยาขึ้น โดยที่นักวิจัยได้เลือกสอบถามกลุ่มตัวอย่าง มากกว่า 1,000 คน ซึ่งมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายรวมกัน พบว่าโดยปกติแล้วพวกเขามีโอกาสที่จะรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งมาจนหมดหรือเลือกที่จะหยุดรับประทานยาก่อนที่ยาจะหมด เพียงเพราะรู้สึกว่าตัวเองอาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งจากการสำรวจในครั้งนี้พบว่า 45% ของผู้หญิงนั้นเลือกที่จะไม่รับประทานยาตามที่หมอสั่งมาจนหมด เพราะว่าตัวเองรู้สึกว่าอาการที่มีอยู่ดีขึ้นแล้ว ในขณะที่มีผู้ชายเพียงแค่ 36% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับความคิดนี้นอกจากนี้ผู้หญิงเกือบหนึ่งในสามของกลุ่มการสำรวจนี้ยังได้ยอมรับด้วยว่า ในบางครั้งพวกเธอเลือกที่จะไม่รับประทานยาตามที่หมอสั่งเลย หรือหยุดการรับประทานยากลางคันไปเลยสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีอาการป่วยที่ค่อนข้างรุนแรง ในขณะที่มีผู้ชายเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับความคิดนี้การรับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่งหรือการเลือกที่จะไม่รับประทานยาเลยนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง แพทย์หญิง Katrina Firlik หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของบริษัท HealthPrize Technologies ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า คนที่ไม่ได้รับประทานยาจนหมดตามที่แพทย์สั่งนั้น ย่อมจะส่งผลกระทบทำให้มีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีอาการป่วยที่ค่อนข้างรุนแรงก็ตามแพทย์หญิง Katrina ได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า โรคที่ทำให้ผู้หญิงอเมริกันเสียชีวิตส่วนใหญ่คือ โรคโคเลสเตอรอลในเลือดสูงและความดันเลือดสูง ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้คนไม่ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอถึงแม้ว่าการรับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่งนั้นอาจจะมีเหตุผลและปัจจัยอื่นๆ

Read More

ข่มขืนผู้เยาว์ไม่ผิด กฎหมายที่กำลังจะถูกแก้ไขในโมร็อกโก

 โดยปกติแล้ว กฎหมายของประเทศส่วนใหญ่หรือแทบจะทุกประเทศเลยก็ว่าได้ จะมีบทลงโทษผู้ที่ข่มขืนผู้เยาว์ ซึ่งบทลงโทษก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ ในทางตรงกันข้ามที่ประเทศโมร็อกโกมีกฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืนที่แปลกไปจากประเทศอื่นๆ อยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าหากเกิดคดีข่มขืนผู้เยาว์ขึ้น ผู้ที่ทำการข่มขืนจะไม่ถูกลงโทษใดๆ ถ้าหากว่าผู้ที่ข่มขืนยินดีที่จะแต่งงานกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในครั้งนี้ ผู้เยาว์ในประเทศโมร็อกโกหมายถึงเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปีกฎหมายครอบครัวว่าด้วยเรื่องของการแต่งงานและการข่มขืนของประเทศโมร็อกโก มาตราที่ 475 ระบุไว้ว่า (1) บุคคลใดก็ตามที่ทำความผิดในการลักพาตัวหรือหลอกผู้อื่น โดยที่ไม่มีการใช้ความรุนแรงใดๆ รวมไปถึงการข่มขู่คุกคาม จะต้องได้รับโทษให้ติดคุกเป็นเวลา 1-5 ปี (2) ในกรณีของการข่มขืนผู้เยาว์ ถ้าหากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อยอมตกลงที่จะแต่งงานกับผู้ที่ลงมือข่มขืนเธอ ผู้ที่ทำการข่มขืนจะถือว่าไม่มีความผิดใดๆ ยกเว้นแต่ในกรณีที่มีบุคคลที่มีอำนาจ เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเหยื่อ และผู้พิพากษาต้องการยกเลิกการแต่งงานในครั้งนี้ และมีการประกาศว่าจะไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น การแต่งงานถึงจะถูกยกเลิกได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ทำการข่มขืนหลบหนีจากความผิดที่ได้กระทำไว้จากมาตราที่ 475 นี้ หมายความว่า ผู้ที่ทำการข่มขืนผู้เยาว์จะกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีความผิดใดๆ ก็ต่อเมื่อเหยื่อและผู้ปกครองตกลงว่าจะให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นระหว่างผู้ที่เป็นคนร้ายในคดีข่มขืนผู้เยาว์กับผู้เยาว์ที่ตกเป็นเหยื่อของการข่มขืน ซึ่งผู้ที่เป็นคนร้ายไม่สามารถขอยกเลิกการแต่งงานนี้ได้ แต่ถ้าหากภายหลังผู้ปกครองเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาและไม่ต้องการให้มีการแต่งงานนี้เกิดขึ้นก็ยังสามารถยกเลิกการแต่งงานในครั้งนี้ได้ในกรณีการข่มขืนผู้เยาว์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศโมร็อกโก ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจะยินยอมที่จะแต่งงานกับผู้ที่ลงมือข่มขืนเธอ และพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเธอก็ไม่ได้คิดที่จะคัดค้านการแต่งงานแต่อย่างไร เนื่องจากในสังคมของโมร็อกโกนั้นมีความเชื่อว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายก่อนแต่งงาน ถือเป็นความอัปยศในสังคม และยิ่งเมื่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกข่มขืนมา ศาลและพ่อแม่ส่วนใหญ่มักมีความเห็นที่ตรงกันว่า เหยื่อควรจะตกลงแต่งงานกับผู้ที่ลงมือข่มขืนเธอ เพราะทั้งสองคนได้มีเพศสัมพันธ์กันไปแล้วก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า สิทธิของผู้หญิงในประเทศโมร็อกโกนั้นมีอยู่น้อยมากๆ

Read More

เมื่ออเมริกาอนุญาตให้ขายยาคุมฉุกเฉินกับเด็กได้

ประเทศอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อเดือนที่แล้วศาลชั้นต้นในสังกัดศาลของรัฐบาลกลางในเขตนครนิวยอร์กตัดสินให้ทุกคนสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ตามร้านขายยาโดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ เรื่องนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล Obamaยาคุมฉุกเฉินหรือที่คนอเมริกันเรียกว่า Plan B มีที่มาจากชื่อของแบรนด์ที่ผลิตของยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งยาชนิดนี้เป็นยาคุมที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินซึ่งต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อก่อนยาคุมประเภทนี้นิยมใช้สำหรับกรณีที่ผู้หญิงถูกข่มขืน และรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ในปัจจุบันนี้ผู้คนกลับใช้ยาคุมฉุกเฉินเสมือนเป็นยาคุมปกติที่นำมาใช้เมื่อลืมป้องกันการตั้งครรภ์ในเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ยาคุมฉุกเฉินนี้ต้องใช้ในกรณีที่ฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้พร่ำเพรื่อ หรือใช้แทนยาคุมทั่วไปสำหรับการป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะยาคุมฉุกเฉินนี้มีผลกระทบต่อร่างกายที่รุนแรงกว่ายาคุมกำเนิดโดยทั่วไป เช่น อาจทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย ปวดท้อง และประจำเดือนอาจมาช้าหรือเร็วกว่าปกติ แต่ถ้าหากมีการรับประทานยาคุมฉุกเฉินติดต่อกันเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินจะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับยาคุมกำเนิดชนิดปกติ และยาคุมฉุกเฉินยังอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงกว่าคือ อาจมีความผิดปกติที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และรวมไปถึงอาจมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์นอกมดลูกเพิ่มขึ้น ดังนั้นยาคุมฉุกเฉินนี้จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้นเมื่อยาคุมฉุกเฉินมีผลกระทบข้างเคียงสูงเมื่อรับประทานเป็นเวลานาน และมีระยะเวลาในการรับประทานที่ต่างจากการคุมกำเนิดโดยปกติ จึงเกิดคำถามที่ว่า เหมาะแล้วหรือที่จะให้เด็กสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินมารับประทานได้เองก่อนหน้านี้ที่ศาลจะมีการอนุญาตให้เด็กซื้อยาคุมฉุกเฉินได้นั้น ในปี 2542 อเมริกาได้ออกกฎหมายให้ใช้ยาคุมฉุกเฉินได้ก็ต่อเมื่อมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น โดยที่ไม่สนใจว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ต่อมาในปี 2549 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration หรือที่เรียกสั้นๆว่า FDA) ได้รับรองให้ยาคุมฉุกเฉินสามารถขายได้ที่ร้านขายยาทั่วไป แต่ให้ขายได้สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 18

Read More

ผู้บริหารรุ่นใหม่ของกลุ่มธุรกิจสินค้าหรู

แบร์นารด์ อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) ซื้อกิจการเครื่องหนังหลุยส์ วุตตง (Louis Vuitton) ปลุกปั้นให้ยี่ห้อเก่าแก่กลับมาดัง แล้วจึงซื้อกิจการของชองปาญ Moët-Chandon และเหล้ากอญัค Hennessy ตั้งเป็นกลุ่ม LVMH ซึ่งย่อมาจาก Louis Vuitton Moët Hennessy นั่นเอง แบร์นารด์ อาร์โนลต์ประสบความสำเร็จในธุรกิจสินค้าหรู จนได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส และร่ำรวยอันดับสี่ของโลกตามการจัดอันดับของนิตยสาร ฟอร์บส์ (Forbes) หากเงินทองที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้รู้จักพอ เกิดการเสพติดความรวย และยิ่งอยากกว้านซื้อยี่ห้อหรูเข้ามาในอาณาจักร LVMH มองไปรอบข้างก็พบว่ามียี่ห้อที่หรูมาก หรูกว่าบรรดายี่ห้อที่ตนมีอยู่ นั่นคือ แอร์แมส (Hermès) ยิ่งเห็นความสำเร็จของแอร์แมส จึงเกิดความคิดว่าน่าจะ “กวาด” แอร์แมสเข้ามาด้วยอันเป็นที่มาของการแอบซื้อหุ้นของแอร์แมสในตลาดต่างประเทศในสัดส่วน 17.1% และยังคงซื้อต่อไปจนถือหุ้นแอร์แมสอยู่ประมาณ 22.28% โดยมารยาทแล้ว แบร์นารด์ อาร์โนลต์น่าจะแจ้งแก่ผู้บริหารแอร์แมสถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ทำ แอร์แมสยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ให้สอบสวนการกระทำของ LVMH ที่น่าจะผิดกฎของตลาดหลักทรัพย์ แบร์นารด์ อาร์โนลต์ยังคงตั้งหน้าตั้งซื้อหุ้นของแอร์แมส

Read More