Home > On Globalization (Page 14)

ONSEN

 อากาศในเมืองไทยช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นฤดูหนาว แต่อุณหภูมิรอบข้างกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกเย็นอกเย็นใจเท่าใดนัก แถมบางช่วงยังร้อนระอุขึ้นมาเสียอีก ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งปี หากได้รับการบำบัดปลดปล่อยออกไปบ้างก็คงทำให้ภารกิจในช่วงของการเริ่มต้นปีใหม่เป็นไปด้วยความสดใสไม่น้อย ถ้าเป็นในเมืองไทย ท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยคงนึกถึงสปาและการนวดแผนไทย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกระแสที่แผ่ซ่านออกไปเกือบทั่วทุกหัวถนน และดำเนินไปตามแต่มาตรฐานของสถานประกอบการแต่ละแห่งให้เลือกใช้บริการ แต่สำหรับชาวญี่ปุ่น พวกเขามีวิธีผ่อนคลายความอ่อนล้าและเสริมสร้างพลังชีวิตให้กลับคืน ด้วยการอาบและแช่น้ำพุร้อน หรือที่เรียกกันติดปากว่า ออนเซน (Onsen) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติอีกอย่างหนึ่งก็ว่าได้ แม้ว่าออนเซนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับเซนโต (Sento) หรือสถานที่อาบน้ำรวมแบบ public bath แต่ข้อแตกต่างอย่างสำคัญอยู่ที่ออนเซนเป็นน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติว่าด้วยแร่ธาตุที่ละลายเจือปนอยู่ตามข้อกำหนดกว่า 19 ชนิด ภายใต้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ (Archipelago) และตั้งอยู่ในแนวของภูเขาไฟและรอยแยกเลื่อนใต้แผ่นดิน ทำให้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่นมีแหล่งน้ำพุร้อนกระจายอยู่มากมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมการท่องเที่ยวไปโดยปริยาย หนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงและคุ้นตามากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น คงหนีไม่พ้นแหล่งน้ำพุร้อนที่เมือง Hakone ด้วยเหตุที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ ผู้คนที่เดินทางไปเยี่ยมชมความงามของฟูจิ จึงถือโอกาสแวะเวียนและสัมผัสประสบการณ์การอาบและแช่น้ำพุร้อนที่อุดมด้วยกำมะถัน ซึ่งเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติในการบำบัดความเครียดหรือแม้กระทั่งอาการของโรคผิวหนังด้วย และด้วยเหตุที่น้ำพุร้อนในแต่ละแห่ง มีคุณสมบัติของแร่ธาตุที่ละลายเจือปนแตกต่างกันออกไป บรรดาโรงแรมและรีสอร์ต รวมถึงบ้านพักตากอากาศในแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า เรียวกัง (ryokan) ในเมือง Hakone จึงมีออนเซนเป็นจุดขายควบคู่กับการบรรยายสรรพคุณของน้ำพุร้อนว่ามีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อให้นักท่องเที่ยวเลือกสรรได้ตามความประสงค์ จุดเด่นของออนเซนในแถบเมือง Hakone อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไปได้เกือบตลอดทั้งปี เพราะฉากหลังที่เป็นทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจินั้น มีความงดงามเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลด้วยเช่นกัน แต่ก็ด้วยความที่ Hakoneเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบall season มากเกินไปเช่นที่ว่านี้ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวออนเซนในภูมิภาคอื่นสามารถเบียดแทรกโดยอาศัยลักษณะเด่นของแต่ละพื้นถิ่นมาเป็นจุดดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่ไม่นิยมความจำเจ

Read More

Honor Killing พ่อฆ่าลูกสาวในประเทศเยเมน

  เยเมน (Yemen) หรือสาธารณรัฐเยเมน ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง สาธารณรัฐเยเมนมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ ประเทศนี้มีประชากรอยู่ประมาณ 25 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชาวอาหรับ และมีภาษาอารบิกเป็นภาษาราชการ มีศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาอิสลามซึ่งมีทั้งนิกายซุหนี่ (Sunni) และชีอะห์ (Shia) อย่างที่ทราบกันว่า ถ้าหากประเทศไหนมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ประเทศนั้นจะประกาศบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับศาสนาและจารีตประเพณี (Custom Law) ที่ต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามที่ศาสนาอิสลามกำหนดด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเวลาที่ผู้หญิงจะออกจากบ้านต้องแต่งตัวให้ปกปิดมิดชิดทุกส่วนของร่างกาย และต้องมีผ้าคลุมผมด้วยเช่นกัน  ประเทศเยเมนก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ คือมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและจารีตประเพณีที่เคร่งครัด แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้คนชาวเยเมนถือฎิบัติกันมาอย่างยาวนานมากกว่าประเทศอื่นๆ คือการให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก ในขณะที่หลายๆ ประเทศเริ่มมีนโยบายต่างๆ ออกมาเพราะไม่ต้องการสนับสนุนเรื่องการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่สำหรับประเทศเยเมนนั้นผู้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่ที่แปลกไปจากประเทศอื่นๆ คือ ไม่ได้บังคับให้เด็กแต่งงานกับผู้ชายที่มีอายุมากกว่าเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่บังคับให้เด็กผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันแต่งงานกันเอง ตามเมืองต่างๆ ในเขตชนบทของประเทศเยเมนยังมีกฎที่ปฎิบัติกันมายาวนานและยังใช้อยู่ในทุกวันนี้คือ การที่พ่อบังคับให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กมากๆ เช่นต้องแต่งงานตั้งแต่อายุได้ 8 ปี องค์กร Human Right Watch ได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในปี 2542 ประเทศเยเมนได้มีการยกเลิกการกำหนดอายุขั้นต่ำของการแต่งงานที่ว่า เด็กจะต้องมีอายุอย่างน้อย 15

Read More

ปีใหม่แบบญี่ปุ่น (2)

 ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวญี่ปุ่นก็คือเรื่องของการส่งความสุขให้กับผู้คนที่เคารพรัก และผูกพันถึงกันและกัน การส่งความสุขแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า Nengajo นี้ มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นลำดับนับตั้งแต่สมัย Heian ก่อนจะคลี่คลายมาสู่รูปแบบการส่งความสุขด้วยไปรษณียบัตร ซึ่งเเกิดขึ้นในยุคสมัย Meiji (1868-1912) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดตั้งกิจการไปรษณีย์สมัยใหม่ในปี 1871 ควบคู่กับการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ตามแบบตะวันตกในปี 1873 บทบาทของ Nengajo ในรูปแบบของไปรษณียบัตรในห้วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นประหนึ่งการหยิบยื่นความเป็นสมัยใหม่ให้กระจายสู่ประชาชนทุกระดับอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ควบคู่กับการสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นไปพร้อมกัน นอกเหนือจากถ้อยความและคำอวยพรปีใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักของไปรษณียบัตรเหล่านี้แล้ว ความเป็นไปของ Nengajo ในเวลาต่อมายังเป็นภาพสะท้อนเรื่องราวในสังคมญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลงพร้อมกับความบอบช้ำของญี่ปุ่น กิจการไปรษณีย์ได้ก้าวไปสู่การทำให้ Nengajo เป็นมากกว่าบัตรอวยพรความสุข หากผนวกเอาการหยิบยื่นโอกาส ด้วยการพิมพ์หมายเลขประจำไปรษณียบัตรแต่ละใบสำหรับการจับรางวัลแบบ lottery เข้าไปด้วย ท่านผู้อ่านอาจกำลังนึกถึงเงินรางวัล แบบที่ทำให้ผู้รับผันชีวิตให้กลายเป็นผู้มั่งคั่งในชั่วข้ามคืน ดุจเดียวกับที่ได้พบเห็นผู้โชคดีจากกิจกรรมส่งไปรษณียบัตรทายผลกีฬาหรือแม้กระทั่งฝาขวดเครื่องดื่มนานาชนิดในบ้านเรา หากแต่ในความเป็นจริงของรางวัลจาก Nengajo ในแต่ละช่วงบ่งบอกลำดับขั้นของการพัฒนาทั้งในมิติของเศรษฐกิจอุสาหกรรมและสังคมวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจักรเย็บผ้าในช่วงทศวรรษ 1950 มาสู่โทรทัศน์และวิทยุทรานซิสเตอร์ ในช่วงทศวรรษ 1960 มาสู่เตาไมโครเวฟ ในช่วง 1980 รางวัลท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วง 1990 ไปสู่ทีวีจอแบน notebook รวมถึงชุด home

Read More

ปีใหม่แบบญี่ปุ่น (1)

 ช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ท่านผู้อ่านเตรียมดำเนินกิจกรรมอะไรบ้างคะ หลายท่านอาจเดินทางท่องเที่ยว เติมพลังให้ชีวิต ขณะที่หลายท่านอาจปักหลักอยู่บ้านทบทวนวันปีที่เพิ่งผ่านไป แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่มีกิจกรรมต่างๆ หนาแน่น ซึ่งล้วนแต่อุดมด้วยเรื่องราวที่สะท้อนความลุ่มลึกและร่ำรวยของคติและวิธีคิดที่แหลมคมไม่น้อย เริ่มที่มิติของอาหารสำหรับปีใหม่กันก่อนดีไหม สำรับอาหารชุดพิเศษของชาวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ ที่เรียกว่า Osechi Ryori นี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัย Heian หรือกว่าพันปีมาแล้ว เพื่อนชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นชาวเมืองเกียวโต เคยเชื้อเชิญให้ผู้เขียนและครอบครัวไปร่วมรับประทานอาหารปีใหม่สำรับพิเศษนี้ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ของเขาที่บ้าน Osechi Ryori ในครั้งนั้น นอกจากจะเต็มไปด้วยบรรยากาศของมิตรภาพอันอบอุ่น และรสชาติอาหารอันโอชะแล้ว ยังทำให้ได้รับความรู้จากอรรถาธิบายถึงความหมายและที่มาที่ไปของอาหารที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันลงมือทำสำรับนี้มากขึ้นด้วย ท่านผู้อ่านซึ่งคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่น คงจะทราบดีว่าอาหารญี่ปุ่นมีจุดเด่นอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบในการปรุงเป็นหลัก หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง ควรต้องเรียกว่าสดจนไม่ต้องปรุง แต่ Osechi-Ryori จะให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะคติของชาวญี่ปุ่นแต่เดิมนั้น ถือว่าตลอด 3 วันแรกของการขึ้นปีใหม่ ที่เรียกว่า Oshoogatsu เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรประกอบอาหารใดๆ ยกเว้นเพียงการปรุงซุป Ozoni ซึ่งเป็นซุปใสที่ประกอบด้วยก้อนแป้งข้าวเหนียว (โมะจิ : mochi) ผัก และอาหารแห้งอื่นๆ ที่เป็นอาหารพิเศษสำหรับปีใหม่อีกชนิดหนึ่ง การเตรียมสำรับอาหาร Osechi จึงต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันสิ้นปี ด้วยเหตุนี้ Osechi ในยุคแรกๆ จึงถูกจำกัดให้เป็นเพียงชุดอาหารที่ประกอบส่วนด้วยผักต้มผักดอง เท่าที่ความรู้เกี่ยวกับการถนอมอาหารในขณะนั้นจะเอื้อให้จัดเตรียมได้ ความหลากหลายที่มีเพิ่มเติมเข้ามาในสำรับ Osechi ในเวลาต่อมา ในด้านหนึ่งจึงเป็นประหนึ่งเครื่องบ่งชี้ความสามารถในการสรรหาวัตถุดิบและความก้าวหน้าในการถนอมอาหารของชาวญี่ปุ่นไปในตัว ขณะเดียวกันองค์ประกอบของสำรับ

Read More

HOLY LAND: ฐานถิ่นแห่งความขลัง

 ช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะได้ยินได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเรื่องนิรโทษกรรมแล้ว อีกข่าวที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะเป็นประหนึ่งรูปการณ์จิตสำนึกและเข็มมุ่งในแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของมหกรรมสินค้า OTOP ที่รวบรวมของดีจากทุกสารทิศมาให้ได้เลือกซื้อเลือกชม ข่าวเกี่ยวกับ OTOP หรือรายการโทรทัศน์ประเภทของดีทั่วถิ่นไทย ทำให้บทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่บ้านช่วงวันหยุด ดำเนินไปท่ามกลางการหวนรำลึกบรรยากาศเมื่อครั้งที่สมาชิกในบ้านมีโอกาสได้พักอาศัยและร่วมตะลอนทัวร์ ไปทัศนศึกษาความเป็นไปของเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นเป็นกำลัง โดยเฉพาะการไล่เรียงอาหารรสเด็ดบ้างไม่เด็ดบ้างที่ได้เคยมีโอกาสลิ้มลอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากรสชาติของอาหารที่ได้ลิ้มลองดังกล่าวก็คือการได้ไปเยือนถิ่นที่เป็นประหนึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลังของอาหารแต่ละชนิดกันเลยทีเดียว ถึงจะไม่ได้มีการกำหนดให้เป็นคำขวัญประจำถิ่น แต่อาหารหลายชนิด รวมถึงผลิตผลทางการเกษตรที่หลากหลายก็กลายเป็นสินค้าเลื่องชื่อและสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่นไปโดยปริยาย พร้อมกันนี้การสถาปนาเมืองหลวงหรือสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้กับอาหารแต่ละชนิดในด้านหนึ่งยังดำเนินควบคู่ไปพร้อมกับลักษณะท้องถิ่นนิยมที่ลุ่มลึกไม่น้อย เมื่อครั้งที่มีโอกาสเดินทางไป Hiroshima อาหารที่เราลงมติว่าสมควรต้องใช้เวลาเพื่อขจัดความหิวและเติมเต็มพลังงานให้กลับคืนมาก็คือ Okonomiyaki ซึ่งหลายท่านอาจเรียกว่าเป็น pizza ญี่ปุ่น แต่หากจะแปลความตามตัวอักษรอาหารชนิดนี้ก็จะมีความหมายว่า as you like itนี่แหละ แม้อาหารชนิดนี้จะมีชื่อเรียกขานดังกล่าว จากผลของส่วนประกอบที่หลากหลายเปิดโอกาสให้ผู้ปรุงและผู้ทานสามารถเลือกใส่เลือกปรุงได้ตามแต่ใจปรารถนา ในลักษณะที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เพราะ Hiroshima ได้รับการสถาปนาให้เป็นประหนึ่งเมืองหลวงของ Okonomiyaki โดยแท้ และชาวบ้านร้านถิ่นในเมืองนี้ ก็พร้อมจะระบุว่าการปรุงในแบบ Hiroshima คือ Okonomiyaki สูตรต้นตำรับเสียด้วย ขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ไม่น้อยว่า Okonomiyaki ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างไรและเริ่มต้นในพื้นที่แห่งใดก่อนกันแน่ เพราะที่ Osaka เอง ก็พยายามจะบอกว่า Okonomiyaki มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่นั่นเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่า Osaka จะได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นทางและเมืองหลวงของ

Read More

สิทธิผู้หญิงในอัฟกานิสถานกำลังจะหมดไปหรือไม่เมื่อทหารอเมริกาจะถอนกำลังออกมาตอนสิ้นปีหน้า

เป็นเวลา 12 ปีมาแล้วที่สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War On Terror) ได้เริ่มขึ้น สงครามนี้เกิดขึ้นหลังจากการก่อวินาศกรรมในประเทศอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 และประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา ทำให้ทหารของประเทศสมาชิกในกลุ่มองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า NATO) และประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม NATO ได้ร่วมมือกันเพื่อกำจัดกลุ่มอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) และองค์การก่อการร้ายอื่นๆ อย่างเช่น กลุ่มตาลีบัน ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายอิสลามและกลุ่มการเมืองซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอัฟกานิสถาน หรือกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายในปาเลสไตน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์จากอิสราเอล เป็นต้นปัจจุบันมีทหารประมาณ 55,000 –60,000 คนที่ประจำการอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลของบารัค โอบามา ได้ออกมาประกาศว่าจะมีการถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากประเทศอัฟกานิสถานตอนสิ้นปีหน้าก่อนจะถึงเวลาถอนกำลังทหารตอนสิ้นปีหน้านี้ ประเทศอเมริกาและประเทศอัฟกานิสถานได้มีการพูดคุยตกลงกันว่า (1) ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จะเริ่มมีการถอนกำลังทหารออกจากประเทศอัฟกานิสถาน โดยที่จะเหลือกำลังทหารไว้ประมาณ 34,000 คน และ (2) ตอนสิ้นปีหน้า

Read More

MOCHIKO: โมจิความสุข

 ช่วงก่อนออกพรรษาที่ผ่านมา นอกเหนือจากประเพณีไหว้พระจันทร์ ที่หลายคนบ่นผิดหวัง เพราะเมฆฝนบดบังทัศนียภาพจนไม่สามารถชื่นชมความสง่างามของจันทร์ได้ แต่เชื่อว่าหลายท่านคงได้ร่วมบำเพ็ญกุศลใหญ่ ทั้งเทศกาลสารทไทย หรือสารทเดือนสิบ ต่อเนื่องด้วยเทศกาลถือศีลกินผักเป็นการชำระจิตใจเทศกาลงานบุญแบบไทยๆ ที่มีทั้งขนมลาและกระยาสารท ทำให้นึกถึงอาหารญี่ปุ่น ที่กล่าวได้ว่าเป็นได้ทั้งอาหารหลักและของทานเล่นที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง อย่างโมจิ (Mochi) ไม่น้อยเลย ยิ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ ของญี่ปุ่น Daifuku Mochi หรือขนมโมจิที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษกลายเป็นของขวัญที่ส่งมอบให้แก่กันและกันอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุที่ Dai แปลว่าใหญ่ ส่วน fuku แปลว่าโชค Daifuku Mochi จึงอาจแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า โมจิมหาโชค ซึ่งเป็นมงคลนามสำหรับเทศกาลแห่งความสุขจริงๆ แต่ท่านผู้อ่านอย่างเพิ่งพุ่งเป้าสรุปไปที่ โมจิ ที่เป็นชื่อเรียกขนมที่เราคุ้นเคยแต่โดยลำพังอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริง Mochi กินความกว้างขวางไปถึงการแปรรูปข้าวให้กลายเป็นแป้ง หรือ Mochiko ด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารที่มีส่วนร่วมอยู่ในพิธีกรรมและเทศกาลสำคัญของญี่ปุ่นแล้วกระบวนการก่อนที่จะได้แป้งโมจิ (Mochiko) ยังสะท้อนวิธีคิดและสอดแทรกวิถีปฏิบัติสำหรับการอยู่ร่วมในชุมชนไว้อย่างแยบยล เพราะด้วยเหตุที่แป้งโมจิหรือ Mochiko แปรรูปมาจากการนำข้าวหุงสุกมาทุบโขกให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จนมีลักษณะเหนียวนุ่ม กรรมวิธีดังกล่าวจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและแรงงานในการประกอบไม่น้อย ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในประเทศไทยนอกจากจะมีสารทไทย หรืองานบุญเดือนสิบให้ได้ร่วมกันปรุงกระยาสารทแล้ว ยังมีเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งในช่วงเดียวกันนี้ของญี่ปุ่นก็จะมีเทศกาลชมพระจันทร์ หรือ Otsukimi ซึ่งใกล้เคียงกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ที่ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประเพณีว่าด้วย

Read More

อนิจจาน่าเสียดาย-Mottainai

 ในยุคสมัยปัจจุบัน เชื่อว่าคงมี คำ ในภาษาญี่ปุ่นมากมายหลายคำที่เราท่านต่างคุ้นเคยกันดี แม้กระทั่งนำมาพูดคุยสื่อความในชีวิตประจำวันกันอยู่เนืองๆ ในด้านหนึ่งก็คงเป็นเพราะมีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเป็นผู้เผยแพร่ผ่านการท่องเที่ยว ขณะที่สื่อทั้งของไทยและญี่ปุ่นก็ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมไปพร้อมกันลองนึกถึงคำประมาณ Oishi ที่แปลว่าอร่อย ซึ่งกลายเป็นชื่อร้านอาหารและเครื่องดื่ม หรือ Arigato ที่กลายเป็นชื่อขนมขบเคี้ยว รวมไปถึง Sugoiที่อ่านออกเสียงแบบไทยๆ ได้หลากหลายอารมณ์เหลือเกิน และใช้แทนค่า ความรู้สึกได้อย่างไม่จำกัดสถานการณ์หากแต่คำอุทานในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้กันจนคุ้นปากและแพร่หลายในวงกว้างอย่าง mottainai กลับกลายเป็นนิยามของแนวความคิดว่าด้วยการอนุรักษ์และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหญิงชาวเคนยาคนหนึ่ง เป็นประหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยกระจายนัยความหมายของถ้อยความคำนี้Mottainai ไม่ใช่คำญี่ปุ่นที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หากแต่ในความเป็นจริง คำคำนี้ ซึมลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานแสนนาน โดยมีความหมายไปในทางที่สะท้อนความน่าเสียใจเสียดายต่อสิ่งมีคุณค่าที่ต้องถูกทิ้งให้เสียหายไปอย่างเปล่าประโยชน์ รวมถึงการใช้สิ่งมีค่าไปอย่างผิดวิธีฟังดูแล้ว อาจไม่ค่อยเข้ายุคเข้าสมัยสักเท่าใดใช่ไหม เพราะสังคมทุกวันนี้เห็นมีแต่เรื่องเปล่าเปลืองเป็นส่วนมาก โอกาสที่จะใช้คำว่า mottainai จึงดูเหมือนจะถูกบีบให้แคบลงไปอีกแต่หญิงชาวเคนยาที่ทำให้ mottainai แพร่หลายไปไกลคนนี้ เธอไม่ใช่ธรรมดา หากเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หรือ Nobel Peace Prize เมื่อปี 2004 มาแล้วWangari Muta Maathai ชาวเคนยาคนนี้ เป็นผู้หญิงแอฟริกาคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล และเป็นผู้รับรางวัลสาขาสันติภาพคนแรกที่มีปูมหลังเป็นนักสิ่งแวดล้อมอีกด้วยบทบาทและสถานะของเธอที่ผ่านมา ดูจะไม่ค่อยมีเหตุให้ต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่อง

Read More

Jidoukan: ศูนย์เยาวชนแบบญี่ปุ่น

 ช่วงนี้หลายโรงเรียนคงปิดภาคเรียนกลางปีการศึกษากันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กๆ ที่ต้องประกอบด้วยความรับผิดชอบหลากหลายประการ คงเป็นภาระที่ทำให้หลายคนกังวลใจไม่น้อย เพราะไม่แน่ใจว่าจะพาลูกน้อยหรือเยาวชนในความดูแลไปฝากไว้ที่ไหนดีปัญหาในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงปิดภาคเรียนหรอกนะคะ เพราะเท่าที่สังเกตเห็นส่วนใหญ่ ก็ต้องหาที่เรียนพิเศษ เพื่อเป็นการเสริมกิจกรรมยามว่างระหว่างรอผู้ปกครองมารับในช่วงเย็นก่อนกลับบ้านกันอยู่บ้างแล้วซึ่งเทรนด์ของเหตุผลว่าด้วย การใช้เวลาว่างในช่วงปิดภาคเรียนให้เป็นประโยชน์ ได้กลายเป็นวาทกรรมยอดนิยมและดูเลิศหรูไม่น้อย ที่ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากต่างยินยอมพร้อมใจพาบุตรหลานไปเข้าร่วมกิจกรรม หรือหากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องบอกว่าไปเรียนพิเศษในช่วงปิดเทอมนี้ จะตรงประเด็นที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีงานล้นมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนไทย แต่พวกเขาโชคดีกว่าตรงที่สังคมญี่ปุ่นมี Jidoukan หรือศูนย์เยาวชนประจำแต่ละชุมชนท้องถิ่นคอยรับช่วงดูแลเด็กๆ ของพวกเขานอกเหนือจากโรงเรียนอีกด้วยแม้ว่าเวลาเปิดทำการของ Jidoukan ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าประมาณ 8-9 นาฬิกาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และไปสิ้นสุดในช่วง 18-20.00 น.แต่บทบาทของ Jidoukan ในด้านหลักจะเป็นประหนึ่ง children’s center หลังเวลาโรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ติดภารกิจการงานจนไม่สามารถมารับเด็กๆ จากโรงเรียนหลังเวลาเลิกเรียน ไม่ต้องคอยพะว้าพะวงว่าเด็กๆ จะไปอยู่ที่ไหนหรือต้องเผชิญเรื่องราวเลวร้ายนอกโรงเรียนอย่างไรขณะเดียวกันในช่วงที่โรงเรียนปิดเทอม Jidoukan ก็ทำหน้าที่เป็น playground ที่ปลอดภัยและมีอุปกรณ์เสริมสร้างทักษะและการเรียนรู้มากมายให้เลือกตามอัธยาศัย โดยมีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ซึ่งผ่านการอบรมเรื่องการดูแลเด็กหรือ child rearing มาคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำความเป็นไปของ Jidoukan ยังดำเนินควบคู่ไปกับ sport center และห้องสมุดชุมชนที่พร้อมจะเอื้ออำนวยไม่เฉพาะกับเด็กๆ เท่านั้น

Read More

ฝึกแพ้ให้ถูกวิธีแบบ JUDO

 สิ่งแรกๆ ที่นึกถึงเวลากล่าวถึงกีฬา เชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย และพละกำลังในการเอาชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกีฬาที่ว่าเป็นกีฬาที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งมีมิติของเทคนิควิธีต่างๆ ประกอบส่วนเข้ามาอีกแม้ว่าจะมีคุณพ่อบ้านเป็นนักกีฬาอยู่ใกล้ตัว แต่ดิฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งก็ถูกกล่อมเกลาและถ่ายทอดให้มี perception เช่นนี้มานานหลายปีทีเดียวนะคะแต่ทัศนะดังว่าถูกปรับให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อครั้งพวกเราพาลูกชายคนโตไปฝึกเรียน ยูโด (Judo) ในญี่ปุ่น ประเทศที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้เพราะตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละครั้งที่ดิฉันได้มีโอกาสเฝ้ามองลูกชายผ่านการเรียนการสอนยูโด ดิฉันพบว่าเด็กๆ ทั้งหญิงและชาย ไม่ได้ถูกขับเน้นให้ฝึกฝนการทุ่มหรือการมุ่งหมายชัยชนะเหนือคู่แข่งขัน หากแต่คุณครูผู้ฝึก (Sensei) จะสอนวิธีการล้มที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อต้องเข้าต่อสู้จริงๆการฝึกล้มของยูโดเป็นการฝึกสำคัญที่ใช้เวลารวมกว่า 2 ชั่วโมงเลยทีเดียวนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการล้มให้มีเสียงดังแต่ไม่เจ็บ เพราะนั่นหมายถึงนักเรียนแต่ละคนสามารถกำหนดให้ส่วนหนาของร่างกายเป็นจุดกระทบพื้นได้อย่างลงตัวเรียกได้ว่าทุกครั้งที่ไปเรียนยูโดก็คือ เวลาที่ครอบครัวของเราไปเรียนวิชาว่าด้วยการเตรียมตัวแพ้อย่างถูกวิธี ก็น่าจะได้ฟังดูแล้วแปลกๆ ไหมคะ แต่ลูกชายดิฉันต้องไปฝึกล้มอยู่นานเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว กว่าจะได้เรียนเทคนิคการเข้าประชิดตัวคู่ต่อสู้และการทุ่มในเวลาต่อมานัยแฝงของการฝึกล้ม หรือการเตรียมตัวแพ้ให้เป็น แพ้ให้ถูกวิธีดังกล่าว ในด้านหนึ่งคือการสร้างให้เกิด มาตรการป้องกัน (preventive measure) เพื่อลดระดับความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการที่จะดำเนินไปจากบริบทภายในของนัก JUDO แต่ละคน มากกว่าที่จะเพ่งพินิจไปที่คู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยภายนอกทัศนะในแบบป้องกัน (preventive) ของยูโด อาจทำให้ยูโดมีลักษณะคล้ายกับว่าเน้นการตั้งรับและรอคอยจังหวะ เพื่อแปลงไปสู่ความได้เปรียบและชัยชนะในที่สุด

Read More