Home >

เสื้อผ้าทำร้ายคุณได้อย่างไม่คาดคิด

Column: Well – Being แปลกแต่จริง! ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เสื้อผ้าที่คุณสวมใส่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณได้อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน! เมื่อสวมเสื้อผ้าและแต่งตัวในตอนเช้า คุณอาจใส่ใจเพียงแค่ว่า ชุดที่สวมใส่ดูดีแล้วยัง และเหมาะสมกับสภาพอากาศในวันนั้นหรือเปล่า แทบไม่มีความคิดที่ว่า ชุดนั้นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องคิดถึงประเด็นนี้ให้มาก โดยเฉพาะในบางสถานการณ์ เสื้อผ้าของคุณอาจกระตุ้นให้เกิดผลที่ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งนิตยสาร GoodHealth นำเสนอให้พึงระวังดังนี้ สายเสื้อในเล็กไปทำให้ปวดศีรษะ ประเด็นนี้เป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อคุณมีขนาดเต้านมคัพซีหรือใหญ่กว่านั้น “สายเสื้อในที่คล้องตรงหัวไหล่ต้องรับน้ำหนักของเต้านม แต่ถ้าสายมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับขนาดเต้านมของคุณ สายเสื้อในสามารถกดลงบนหัวไหล่และบีบรัดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดไหล่ แขน คอ หรือศีรษะได้” ทิม อัลลาร์ไดซ์ นักกายภาพบำบัดอธิบาย เขายังกล่าวเสริมว่า โดยทั่วไปแล้วเสื้อในที่ไม่พอดีตัวยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ “ถ้าเสื้อในหลวมเกินไป กล้ามเนื้อที่คอและศีรษะต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บปวด” ผ้าใยสังเคราะห์ทำให้เกิดกลิ่นตัว แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวไม่ได้อาศัยอยู่บนผิวหนังเท่านั้น มันยังเจริญเติบโตได้ดีบนเสื้อผ้าโดยเฉพาะผ้าใยสังเคราะห์หรือโพลีเอสเตอร์ ดร.คริส คอลล์เวิร์ท นักวิจัยกลิ่นแห่งมหาวิทยาลัยเกนท์ของเบลเยียมแนะนำว่า การซักเสื้อผ้าในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงสามารถลดปริมาณแบคทีเรียได้ เช่นเดียวกับการนำเสื้อผ้าออกตากแดด เพราะแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลตที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าคุณทำตามทั้งสองวิธีแล้ว กลิ่นตัวบนเสื้อผ้าก็ยังคงอยู่ แสดงว่าแบคทีเรียปักหลักอยู่ในเนื้อผ้าเป็นการถาวรแล้ว คุณจะไม่มีวันกำจัดกลิ่นน่ารังเกียจนั้นได้ ชุดกระชับสัดส่วนทำให้นอนไม่หลับ นักวิจัยเกาหลีใต้กล่าวว่า การสวมชุดชั้นในประเภทกระชับสัดส่วนซึ่งรัดติ้ว ส่งผลให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนินได้น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ นอกจากนี้ ชุดกระชับสัดส่วนยังกดหรือรัดบริเวณกระเพาะอาหารตอนบน จึงเพิ่มความเสี่ยงของอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น ถ้าคุณมีปัญหานอนไม่หลับหรือกรดไหลย้อน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้มีสาเหตุจากชุดชั้นในที่กระชับสัดส่วน เสื้อผ้าสีเข้มดึงดูดยุง การที่คุณมักถูกยุงกัด อาจมีสาเหตุจากสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ได้ “เสื้อผ้าสีดำ น้ำเงิน

Read More

ขมิ้นชัน … ขึ้นชั้นยาที่โลกยอมรับ

 Column: Well – Being ขมิ้นชันสีเหลืองทองที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นเครื่องเทศที่เป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องแกงแสนอร่อยนั้น เพิ่งเป็นที่รับรู้กันเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์อย่างเอกอุและน่ามหัศจรรย์ต่อสุขภาพของเรา นิตยสาร GoodHealth แจกแจงรายละเอียดของสรรพคุณทางยาของขมิ้นชันที่เราอาจยังไม่รู้ในหลายแง่มุม รวมทั้งวิธีบริโภคเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อสู้กับโรคซึมเศร้า ขมิ้นชันมีเคอร์คูมินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารที่ทำให้เครื่องเทศชนิดนี้มีสีเหลืองทองสดใส เมื่อให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้รับเคอร์คูมิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลาสองเดือน จะช่วยให้พวกเขามีอารมณ์ที่ดีขึ้นมาก เพราะเคอร์คูมินช่วยลดกระบวนการอักเสบที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า ต่อต้านผลเสียจากอาหารไขมันสูงเมื่อเติมขมิ้นชันลงในอาหารหรือมื้ออาหารที่มีไขมันสูง ร่างกายจะตอบสนองต่อไตรกลีเซอไรด์ลดลงราวร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะการที่ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวหลังบริโภคอาหารไขมันสูง จะทำให้คุณค่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงจากโรคหัวใจ จึงแนะนำให้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ในการลดความรุนแรงของการเพิ่มไขมันไตรกลีเซอไรด์ในแต่ละครั้งที่บริโภคอาหารไขมันสูง เสริมความจำบริโภคขมิ้นชันเพียงหนึ่งกรัม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของกลไกด้านความจำที่เกี่ยวกับการทำงานได้ในทันทีหลังจากนั้น เพราะ “ความจำเกี่ยวกับการทำงาน” เป็นกลไกหนึ่งที่คุณใช้เพื่อเก็บและจัดการกับข้อมูลในสมองในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งหมายถึงคุณอาจพบว่า สามารถจัดการกับรายการของที่ต้องซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ง่ายขึ้น หรือนึกหมายเลขโทรศัพท์และวิธีใช้ต่างๆ ได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะเคอร์คูมินสามารถลดความอ่อนล้าของสมองได้ ด้วยการรักษาระดับพลังงานเอาไว้ อวัยวะในช่องท้องทำงานดีขึ้น บริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขมิ้นชันเป็นเวลาสองเดือน สามารถลดอาการลำไส้แปรปรวนหรือไอบีเอส ซึ่งรวมถึงอาการท้องอืด ปวดท้อง และท้องผูก ได้มากราวร้อยละ 60 ที่เป็นดังนี้เพราะปัจจัยผสมผสานกันที่รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขมิ้นชันทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งเพราะขมิ้นชันส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดโคเลสเตอรอล ขมิ้นชันมีสรรพคุณนี้เพราะสารเคอร์คูมินนั่นเอง เมื่อให้คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการหัวใจวายได้รับเคอร์คูมินทุกวัน วันละ 45 มิลลิกรัมนานสองเดือน ปรากฏว่าโคเลสเตอรอลรวมและไขมันเลวหรือแอลดีแอลลดลงอย่างเห็นได้ชัด

Read More

โรคในช่องปากโยงถึงโรคหัวใจ, อัลไซเมอร์ และมะเร็ง

 Column: Well – Being การต้องให้ความสำคัญกับการแปรงฟันให้สะอาด ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพื่อความสวยงาม เพื่อให้คุณมีรอยยิ้มสวยงามน่าประทับใจอีกต่อไป ปัจจุบันสันนิษฐานว่า ภาวะเหงือกอักเสบที่มีสาเหตุจากการสะสมของคราบหินปูนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และมะเร็งเพิ่มขึ้น การเอาใจใส่กับการแปรงฟันให้สะอาด จึงเปรียบเสมือนการที่คุณได้ยกเครื่องสุขภาพของตนเองในระดับย่อยๆ เลยทีเดียว นิตยสาร GoodHealth นำเสนอการค้นพบใหม่ที่สำคัญยิ่งยวดต่อการเกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และมะเร็ง ว่า ล้วนเชื่อมโยงกับสุขภาวะในช่องปากที่มีปัญหาทั้งสิ้น การรักษาสุขภาพในช่องปากให้แข็งแรงจึงช่วย... ปกป้องสมองของคุณ ปัญหาโรคเหงือกมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดภาวะความจำเสื่อมเร็วขึ้น ผลการวิจัยใหม่บ่งชี้ว่า โรคอัลไซเมอร์อาจพัฒนาเร็วขึ้น 6 เท่า ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาโรคเหงือกในขณะที่เริ่มปรากฏอาการความจำเสื่อม ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า จริงๆ แล้วแบคทีเรียในช่องปากชนิด Streptococcus mutans มีอิทธิพลต่อสุขภาพของหลอดเลือดมาก เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนแอลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันปัญหาผิดปกติในช่องท้อง ผู้เชี่ยวชาญชาวอิหร่านระบุว่า การสูญเสียฟันเชื่อมโยงกับการเกิดอาการลำไส้แปรปรวน (ไอบีเอส) อย่างแน่นอน พวกเขาสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะการสูญเสียฟันทำให้การบดเคี้ยวอาหารที่มีกากใยสูงทำได้ยากลำบากขึ้น เมื่อบริโภคกากใยได้น้อย จึงเกิดปัญหาท้องผูก ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาในช่องท้องอื่น ๆ ตามมา เช่น ท้องอืด

Read More

ถนอมเท้าก่อนก้าวออกจากบ้าน

 Column: Well – Being หากต้องเดินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เราต้องพึ่งเท้าทั้งสองข้างให้พาไปอย่างแน่นอน เท้ายังเป็นส่วนหนึ่งของกายวิภาคของเรา แต่ในชีวิตประจำวันเราไม่ค่อยนึกถึงเท้าผู้อาภัพแม้สักนาทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงพร้อมใจกันเปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งเกี่ยวกับเท้า และบอกเล่าวิธีดูแล ถนอมรักษาเท้าของเราให้แข็งแรงและเป็นสุขในระยะยาวผ่านทางนิตยสาร GoodHealth หน้าแข้ง–ผู้ช่วยทาครีมบำรุงจากปัญหาส้นเท้าแห้งอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นหนาตัวและแข็งกระด้างจนกลายเป็นสีขาวและแตกระแหง รวมทั้งอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคนานาชนิด ถ้าคุณเอื้อมมือไปที่ส้นเท้าเพื่อทาครีมบำรุงได้ยากลำบากมาก แนะนำให้ใช้ผู้ช่วยชั้นดีคือ หน้าแข้งของคุณเอง โดยบีบมอยเจอไรเซอร์ลงที่กลางหน้าแข้ง แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งทาถูบริเวณหน้าแข้งที่มีมอยเจอไรเซอร์ ในทางกลับกัน ให้ทำอย่างเดียวกันกับส้นเท้าอีกข้างหนึ่ง แหล่งสะสมเชื้อราร่วม 200 ชนิดเท้าของเราเป็นแหล่งสะสมเชื้อราหลากหลายถึงเกือบ 200 ชนิด แต่ส้นเท้าสะสมได้มากที่สุดราว 80 ชนิด ขณะที่เล็บเท้ามีเชื้อราเจริญเติบโตอยู่ราว 60 ชนิด และอีก 40 ชนิดปักหลักอยู่บริเวณง่ามเท้าของเรานั่นเอง ต่อสู้กับเชื้อราเมื่อเป็นเชื้อรา คุณต้องใช้เวลารักษานานถึง 18 เดือน ด้วยวิธีทายาในรูปของครีม กินยา หรือยิงด้วยแสงเลเซอร์ ดร.ร็อบ เฮอร์มานน์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเท้าแห่งวิทยาลัยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเท้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า “ส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อเริ่มต้นที่บริเวณง่ามเท้า แล้วลามไปยังเล็บเล็บหนึ่ง จากนั้นจึงลามต่อไปยังเล็บอื่นๆ จนทำให้เล็บเปลี่ยนสีและเปราะแตกไม่แข็งแรง” ดร.เฮอร์มานน์อธิบายต่อไปว่า “การติดเชื้อเกิดขึ้นได้เมื่อคุณสวมรองเท้าคู่เดิมเป็นประจำทุกวัน ซึ่งอาจทำให้คุณมีเหงื่อออกที่เท้าแต่ละข้างมากถึงครึ่งถ้วยในแต่ละวัน ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมเปียกชื้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นแหล่งที่เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี” จึงแนะนำให้พยายามสลับรองเท้าที่สวมใส่

Read More

ถึงเวลาอัพเกรดสมอง

 Column: Well – Being สมองเราก็เหมือนกล้ามเนื้อ เรายิ่งยืดเหยียดและใช้งานมากขึ้นเท่าไร สมองจะยิ่งแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น ดร.เจนนี บร็อคคิส ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และผู้เขียนหนังสือ Future Brain กล่าวว่า “สมองของเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง เราจึงอัพเกรดสมองได้เสมอ  เมื่อคุณดูแลซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันโปรด คุณรู้ได้ทันทีว่ามันทำงานดีขึ้นมาก สมองของคุณก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” ดร.บร็อคคิส แนะนำวิธีง่ายๆ ในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมองผ่านทางนิตยสาร GoodHealth ดังนี้ ไขมันเป็นของดีสำหรับคุณสมองมีส่วนประกอบของไขมันถึงร้อยละ 60 และจำเป็นต้องใช้โอเมกา–3 ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในการรักษาสภาพความยืดหยุ่นของเซลล์สมอง  ผลการศึกษาระบุว่า การขาดกรดไขมันโอเมกา–3 หมายถึงความจำและทักษะการแก้ปัญหาที่แย่ลง นอกจากนี้ การบริโภคไขมันคุณภาพเลว เช่น ไขมันในขนมเค้กและขนมปังกรอบต่างๆ ยังเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองมีเนื้อเยื่อที่ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานด้อยลง บริโภคอาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันโอเมกา–3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และน้ำมันมะกอก รวมทั้งเมล็ดแฟกซ์ วอลนัท และอโวคาโด ใส่ปุ๋ยสมองด้วยการออกกำลังกายการออกกำลังกายทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดขึ้นไปยังสมอง นั่นคือ การนำออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมองมากขึ้น การออกกำลังกายยังช่วยให้สมองหลั่งสารกระตุ้นสมองที่เรียกว่า BDNF (brain–derived neurotrophic factor) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ปุ๋ย” บำรุงสมอง เพราะกระตุ้นให้สมองผลิตเซลล์ใหม่ๆ

Read More

ครัวซองต์อร่อย

  Column: From Paris ปาท่องโก๋เป็นของกินเล่นที่เด็กๆ ชอบมาก จำได้ว่าพี่น้องล้อมวงกินปาท่องโก๋ จิ้มนมข้นตราเรือใบ ยุคนั้นเห็นแต่นมตราเรือใบ นมตราหมีเข้ามาทีหลัง แล้วนมตราเรือใบก็หายไปจากชีวิตชาวไทยแม้จะเคยพยายามหวนกลับมา แต่ไม่สำเร็จ สิ่งที่ควบคู่กับปาท่องโก๋คือแก้วตาโบ๋ บางครั้งเรียกปาท่องโก๋แบบหวาน แก้วตาโบ๋มีลักษณะกลม และตรงกลางจิ้มเป็นรู อันเป็นที่มาของชื่อ ทว่า ปัจจุบันแก้วตาโบ๋ไม่มีรูโบ๋ เป็นเพียงรูปกลมๆ และเล็กกว่าสมัยก่อน เด็กๆ ชอบเล่นกับแก้วตาโบ๋ สนุกตรงใช้นิ้วลอดรู และชูเล่นไปมา ที่ปารีสมีปาท่องโก๋และแก้วตาโบ๋ขายด้วย แต่ขนาดใหญ่มากจนน่าตกใจ เมื่อโตขึ้นถามหาปาท่องโก๋และแก้วตาโบ๋เป็นอาหารเช้าพร้อมกับกาแฟ หรือบางครั้งใส่ในโจ๊กร้อนๆ สเปนมีขนมที่อาจเทียบได้กับปาท่องโก๋ นั่นคือ churros เป็นเส้นยาวๆ ที่ฝรั่งเศสมักมีขายตามงานกลางแจ้ง อาจขายควบคู่กับแครป (crèpe) อันที่จริงตามเมืองต่างๆ ในฝรั่งเศสมีขนมประจำเมือง ที่ลิอง (Lyon) มีขนมที่เรียกว่า bugne ในโอแวร์ญ (Auvergne) มีขนม guenille รสชาติแบบเดียวกัน อาหารเช้าของชาวฝรั่งเศสเป็นกาแฟกับขนมปังบาแกต–baguette ทาเนยและแยม บาแกตสดใหม่จะกรอบนอกนุ่มใน หอมชวนให้น้ำลายไหล กาแฟดื่มเป็นชามโต บางคนขอชามที่สอง หากเบื่อบาแกตอาจถามหาขนมอื่นๆ ที่เรียกว่า viennoiserie

Read More

รู้มั้ย… ทำไมถึงอยากกินตลอดเวลา

 Column: Well–Being รู้มั้ย... ทำไมถึงอยากกินตลอดเวลาต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริง 10 ประการที่น่าประหลาดที่นิตยสาร GoodHealth นำมาอธิบายว่า ทำไมคุณจึงบริโภคมากเกินขนาดหรือรู้สึกอยากกินอยู่ตลอดเวลา 1. สารให้ความหวานสังเคราะห์ทำให้กินมากขึ้นโดยเหตุที่สมองไม่สามารถเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่า สารให้ความหวานสังเคราะห์มีผลต่อการปล่อยความหวานออกมา จึงกระตุ้นให้เกิดกระบวนการที่เพิ่มความอยากอาหารของคุณ ทำให้คุณบริโภคอาหารมากขึ้น เพราะสมองมีหน้าที่ทำให้ปริมาณพลังงานที่บริโภคเข้าไปสมดุลกับความหวานที่สมองตรวจจับได้ 2. บริโภคน้อยลงก็ทำให้พึงพอใจได้เท่ากันคราวต่อไปเมื่อคุณรู้สึกโหยและอยากอาหารขบเคี้ยว ให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง นักวิจัยด้านจิตวิทยาอาหารผู้ทดสอบทฤษฎีดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้ว่า เมื่อมีขนมขบเคี้ยวปริมาณน้อยให้คุณบริโภค คุณสามารถลดพลังงานที่บริโภคเข้าไปได้ถึง 400 กิโลจูลส์ เมื่อเทียบกับการที่มีอาหารประเภทเดียวกันมาวางไว้ตรงหน้าในปริมาณมาก แต่ผลที่ได้ไม่ต่างกันเลย เพราะหลังบริโภคไปแล้ว 15 นาที คุณรู้สึกพึงพอใจกับขนมขบเคี้ยวที่บริโภคเท่ากันไม่ว่าจะบริโภคทีละน้อยหรือทีละมากๆ 3. นอนไม่หลับคือศัตรูตัวฉกาจการนอนไม่หลับหรือนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายผลิต 2–AG มากขึ้น2–AG เป็นสารกระตุ้นความอยากอาหารตามธรรมชาติ ทำงานโดยควบคุมความสุขเพลิดเพลินที่คุณได้รับจากอาหาร ยิ่งมีสารตัวนี้ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดมากเท่าไร คุณจะยิ่งมีความสุขกับการบริโภคมากขึ้นเท่านั้น ภาวะนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมคนอดนอนจึงโปรดปรานขนมขบเคี้ยวประเภทขนมปังกรอบ ช็อกโกแลต หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบนัก ทั้งๆ ที่เพิ่งบริโภคอาหารมื้อหลักไปได้ไม่นาน 4. ความเครียดมีบทบาทไม่น้อยผู้หญิงจำนวนมากยอมรับว่า ความเครียดมีผลทำให้ความอยากอาหารของพวกเธอเปลี่ยนแปลงไป มีถึงร้อยละ 62 บอกว่า พวกเธอรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ที่สำคัญประเภทของอาหารที่อยากบริโภคก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน นักวิจัยระบุว่า ความเครียดมีผลทำให้ “อาหารกินสะดวก” ประเภทพิซซาและไอศกรีมแลดูเตะตาน่ากินขึ้นมาก

Read More

สารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้

  Column: Well – Being คุณอาจคิดว่าอาหารที่บริโภคอยู่ทุกวันนี้ก็มีคุณค่าครบถ้วนดีอยู่แล้ว แต่คุณยังมีปัญหาเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่สบายเรื้อรังอยู่ใช่ไหม  สาเหตุอาจเป็นเพราะขาดสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย นิตยสาร GoodHealth รายงานผลสำรวจของ CSIRO เมื่อเร็วๆ นี้ที่สรุปว่า เมื่อเทียบกับคำแนะนำด้านโภชนาการแห่งชาติ ชาวออสเตรเลียได้คะแนนเพียง 61 จากคะแนนเต็ม 100 สำหรับคุณภาพของอาหารที่พวกเขาจัดหามาบริโภค ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายและชาวออสเตรเลียมักขาด ไอโอดีน เราทุกคนต้องการไอโอดีนเพื่อผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาสมอง และระบบเผาผลาญที่สมบูรณ์ ศาสตราจารย์เครสเวลล์ อีสต์แมน ผู้มีบทบาทในการผลักดันให้เสริมไอโอดีนในขนมปังและขนมอบที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ กล่าวว่า “ภาวะขาดสารไอโอดีนเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคความผิดปกติทางสมองที่ป้องกันได้ ภาวะขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ส่งผลให้ทารกในครรภ์มีไอคิวต่ำลงถึง 15 จุด และนำไปสู่โรคทางระบบประสาทและปัญหาด้านพฤติกรรมในเด็กเหล่านั้น” ในผู้ใหญ่ที่มีไอโอดีนต่ำ ทำให้เกิดปัญหาด้านภาวะเจริญพันธุ์และระบบเผาผลาญ ส่วนใหญ่เราได้ไอโอดีนจากเกลือหรือขนมปังเสริมไอโอดีน ดังนั้น การตัดอาหารเหล่านี้ออกจากโภชนาการ ย่อมเป็นสาเหตุของการขาดไอโอดีนได้ นอกจากนี้ สภาพภูมิศาสตร์และคุณภาพของดินก็มีผลเช่นกัน สัญญาณชัดเจนที่สุดของภาวะขาดสารไอโอดีนในผู้ใหญ่คือ โรคคอพอก โดยต่อมไทรอยด์บริเวณด้านหน้าของลำคอมีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่น ๆ เช่น ผิวหนังแห้ง ผมร่วง และร่างกายอ่อนล้า แหล่งสารไอโอดีนที่สำคัญ คือ อาหารทะเล สาหร่ายทะเล นม

Read More

เปลี่ยนแปลงแล้วจะดี

 Column: Well – Being เคยสังเกตไหมว่า บ่อยครั้งทีเดียวที่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก่อให้เกิดความแตกต่างที่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเราอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิวัติครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยซ้ำ ตามรายละเอียดที่นิตยสาร GoodHealth แจกแจงดังนี้ กินดาร์กช็อกโกแลต (ไม่ใช่นม) เวลาเครียด ข้อดี: ลดผลกระทบด้านลบต่อร่างกายลงได้ครึ่งหนึ่ง คนจำนวนมากมักเลือกบริโภคอาหารรสหวานเวลาเกิดอาการเครียด เพราะน้ำตาลช่วยเพิ่มฮอร์โมนเอนดอร์ฟินส์ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข และช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนจากช็อกโกแลตนมมาเป็นดาร์กช็อกโกแลต คุณจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง อย่างไรรึ เพราะภาวะอักเสบภายในร่างกายกระตุ้นให้เกิดอันตรายจากการเกิดลิ่มเลือดมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองมากถึงร้อยละ 55 เมื่อคุณเปลี่ยนจากการบริโภคช็อกโกแลตนมมาเป็นดาร์กช็อกโกแลต ความเสี่ยงดังกล่าวก็ลดลงด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะสารฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในช็อกโกแลตนั่นเอง ฟลาโวนอยด์เป็นสารมหัศจรรย์ที่ส่งผลต่อระบบเลือดในร่างกาย นักวิจัยชาวเยอรมันอธิบายว่า “ถ้าเราคิดว่านมจะเข้าไปขัดขวางการเผาผลาญฟลาโวนอยด์ เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ให้เปลี่ยนมากินดาร์กช็อกโกแลตแทน” ใช้เครื่องดูดควันกับเตาแก๊ส ข้อดี: ลดการสูดสารพิษได้ราวร้อยละ 50คุณอาจคิดว่าอันตรายใหญ่หลวงที่สุดจากการสูดสารพิษ มาจากการเดินอยู่ข้างนอกท่ามกลางการจราจรที่แออัด แต่รัฐบาลออสเตรเลียกลับให้ข้อมูลว่า ชาวออสเตรเลียใช้เวลาร้อยละ 90 อยู่ภายในอาคาร ทำให้ภาวะมลพิษในอากาศกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของเรา อย่างไรก็ตาม ควันที่เกิดขึ้นขณะทำอาหาร โดยเฉพาะเมื่อใช้เตาแก๊ส ก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งมลพิษที่สำคัญที่ก่อให้เกิดอันตรายเช่นกัน เพราะการปรุงอาหารทำให้เกิดแก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจ และยังผลิตอนุภาคและฝุ่นขนาดเล็กที่เกิดจากอาหาร ซึ่งเข้าสู่ปอดได้ผ่านทางการหายใจ การติดตั้งเครื่องดูดควันจะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้ ขยับร่างกายมากขึ้น ข้อดี: ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราวร้อยละ 30ถูกต้องที่สุด

Read More

ปลาแอนโชวีของกอลลีอูร์

  Column: From Paris อองรี มาติส (Henri Matisse) อยู่ในกระแสอิมเพรสชั่นนิสต์ เดินทางไปยังเมืองกอลลีอูร์ (Collioure) ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ติดชายแดนสเปน ห่างจากสเปนเพียง 20 กิโลเมตร อยู่ในจังหวัด Pyrénées Orientales แล้วประทับใจแสงแดดอันเจิดจ้าและทะเลสีสวย จึงชักชวนอองเดร เดอแรง (André Derain) ให้มาร่วมวาดรูปด้วย เป็นภาพเขียนที่จัดจ้านด้วยสีสัน จนเป็นกระแสโฟวิสม์ (fauvisme) เสียงร่ำลือเกี่ยวกับกอลลีอูร์ทำให้ต้องไปเยือนเมืองนี้เมื่อหลายปีที่แล้ว บ้านพักเป็นจำพวก bed & breakfast ซึ่งฝรั่งเศสเรียกว่า chambres d’hôtes บ้านอยู่บนเนินที่มองลงมาเห็นทะเลสวย สนนราคาแพงทีเดียวเมื่อเทียบกับช่วงที่ไป เพราะพ้นฤดูท่องเที่ยวแล้ว กล่าวคือกลางเดือนพฤศจิกายน วันที่เดินทางไปถึงคือวันที่ 11 พฤศจิกายน เป็นวันสุดท้ายของฤดูท่องเที่ยวของเมืองนี้ พลันในวันรุ่งขึ้นร้านค้าจำนวนหนึ่งปิดเพราะถึงคราวไปพักผ่อนบ้าง เมืองจึงค่อนข้างเงียบเหงา ถึงกระนั้นชาวเมืองก็ยังคงกิจกรรมปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดนัด ในอดีตกอลลีอูร์เคยเป็นของสเปน ต่อมากษัตริย์หลุยส์ที่ 11 ยึดเมืองไว้เป็นของฝรั่งเศสระหว่างปี 1475-1481 โปรดให้สร้างป้อมปราการ แต่แล้วกษัตริย์ชาร์ลส์ที่

Read More