Home >

ตรวจสุขภาพ–สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชายทุกคน

Column: Well – Being ผู้ชายไม่ค่อยใส่ใจดูแลสุขภาพของพวกเขา เป็นที่รู้กันว่า พวกเขามักละเลยเรื่องจุกจิกทั้งทางกายภาพและทางอารมณ์ จึงมีแนวโน้มปฏิเสธการพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และผลก็คือ ผู้ชายบางคนอาจลงเอยที่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงก็ได้ เราต่างมีสามี ลูกชาย พ่อ พี่ชาย น้องชาย และเพื่อนผู้ชายที่เราห่วงใย ดังนั้น นิตยสาร GoodHealth จึงต้องการช่วยพลิกฟื้นแนวโน้มเชิงลบดังนี้ สุขภาพหัวใจ เมื่อพูดถึงสุขภาพหลอดเลือดหัวใจของผู้ชาย ความพึงพอใจคืออุปสรรคสำคัญ ดร.เดวิด คอลคูฮอน ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ชายไม่ค่อยยอมไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ และพวกเขาอาจไม่ค่อยตระหนักถึงปัจจัยที่ทำให้หัวใจอยู่ในภาวะเสี่ยงด้วย” “ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะภาวะของอาการซึมเศร้าและกระวนกระวาย ซึ่งเป็นความบกพร่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพหัวใจ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญพอๆ กับการสูบบุหรี่” การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับผู้ชายขณะมีอายุมากขึ้น โดยผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มจะสูบบุหรี่มากกว่าผู้ชายในช่วงวัย 20 ปี ขณะที่การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ มากมาย ดร.คอลคูฮอนกล่าวว่า “การดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยราว 20–30 กรัมต่อวัน อาจมีผลในเชิงป้องกันสำหรับสุขภาพหัวใจของผู้ชาย” ขณะที่อาหารคุณภาพเลวและปริมาณที่บริโภคอาจยังคงเป็นปัญหาอยู่ แต่ถือว่าสำคัญน้อยกว่าความจำเป็นในการตรวจวัดระดับความดันโลหิต ระดับโคเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดมาก วิธีป้องกัน ผู้ชายสามารถลดความเสี่ยงจากอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการไม่สูบบุหรี่ มีความกระฉับกระเฉงทางกายภาพ บริโภคอาหารที่อุดมด้วยไขมันดี และดูแลสุขภาพจิตของพวกเขา ดร.คอลคูฮอนแนะนำว่า “ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดของผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไปและอีกสองสามปีหลังจากนั้นคือ

Read More

ตัวเลขสัดส่วนที่ต้องรู้เพื่อสุขภาพของคุณ

Column: Well – Being ตัวเลขสัดส่วนเป็นการเปรียบเทียบปริมาณของสิ่งสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง และเมื่อเป็นสัดส่วนเกี่ยวกับสุขภาพ ต้องถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการคาดการณ์เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือการสร้างสมดุลจากวิถีชีวิตของคุณ นิตยสาร GoodHealth พูดถึงตัวเลขสัดส่วนที่คุณจำเป็นต้องรู้ดังนี้ 1:10 คือการหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเส้นใย 1 กรัมต่อคาร์โบไฮเดรต 10 กรัม คุณจำเป็นต้องรู้สัดส่วนนี้เพื่อให้แน่ใจว่า คุณเลือกธัญพืชเต็มเมล็ดที่ให้คุณประโยชน์สูงสุด โดยคาร์โบไฮเดรตจากธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นทางเลือกที่สำคัญต่อสุขภาพของคุณ เพราะเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตจากแป้งที่ผ่านการขัดสี เมื่อพิจารณาถึงอาหารแปรรูปประเภทขนมปังหรือซีเรียล จะเห็นได้ว่าบางชนิดมีธัญพืชเต็มเมล็ดในปริมาณสมดุลที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าชนิดอื่นด้วย การที่คุณจำสัดส่วนนี้ได้จะช่วยให้คุณสะดุดตาและมองเห็นได้ง่ายขึ้น วิธีการนั้นไม่ยาก เมื่ออยู่ที่ร้านค้า เพียงแค่อ่านดูฉลากสินค้าและเลือกแบรนด์ที่มีเส้นใยอย่างน้อย 1 กรัมต่อคาร์โบไฮเดรตทุก 10 กรัม หรือสัดส่วน 1:10 นั่นเอง “ถ้าเป็นอาหารที่มีสัดส่วนสมดุล ก็มีแนวโน้มด้วยว่าจะมีปริมาณน้ำตาล เกลือโซเดียม และไขมันทรานส์น้อยลงด้วย” นักโภชนาการ ซู บิงลีย์-พูลลิน แห่งซิดนีย์สรุป 5:1 คือจำนวนความเห็นเชิงบวกต่อเชิงลบที่คุณพูดในแต่ละวัน สัดส่วนนี้สามารถทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้างดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สัมพันธภาพระหว่างคนสองคนจะมั่นคงที่สุด เมื่อการสนทนาประกอบไปด้วยความคิดเห็นหรือท่าทีเชิงบวก 5 ครั้งต่อความเห็นเชิงลบเพียง 1 ครั้งหรือสัดส่วน 5:1 การหมกมุ่นคอยนับจำนวนครั้งอย่างเป๊ะๆ อาจนำคุณทั้งสองไปสู่ความขัดแย้งได้ ดังนั้น แทนที่จะคอยนับจำนวนครั้งของความเห็นเชิงบวกต่อเชิงลบ ให้ใช้วิธีกะดูคร่าวๆ เช่น

Read More

ทำไง…ไม่ให้หวัด & ไข้หวัดใหญ่มากล้ำกราย

Column: Well – Being ฤดูฝนที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที ได้ชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแสนทรมานสำหรับคนเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเลยก็ว่าได้ การใส่ใจเตรียมตัวเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย สามารถช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี อาทิ การให้ร่างกายได้รับวิตามินซีและสังกะสีเพิ่มขึ้น รวมทั้งการล้างมือบ่อยขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มีอีกหลายๆ มาตรการที่คุณสามารถทำได้เช่นกัน ดังที่นิตยสาร GoodHealth ได้นำเสนอกลยุทธ์ล่าสุดที่ช่วยปกป้องคุณจากการตกเป็นเหยื่อของเชื้อไวรัสตัวร้ายดังนี้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือกัน การจับมือทักทายกันตามธรรมเนียมชาวตะวันตก ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียระหว่างมือของคนสองคนมากกว่าการใช้กำปั้นชนกันระหว่าง 10–120 เท่า ในช่วงฤดูกาลที่หวัดหรือไข้หวัดใหญ่กำลังระบาด ให้พยายามรณรงค์การทักทายด้วยวิธีไม่ต้องสัมผัสมือกัน แต่ถ้าคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้วิธีจับมือกันอย่างหลวมๆ “การจับมือกันแล้วบีบมืออย่างแนบแน่น ทำให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียมากกว่าวิธีจับมืออย่างหลวมๆ” เดวิด วิทเวิร์ธ ผู้เขียนผลการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอเบอริสทวิธในสหราชอาณาจักรอธิบาย เพิ่มวิตามินดี การเพิ่มวิตามินดีให้แก่ร่างกายช่วยลดระดับความเสี่ยงจากการเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้อย่างน้อยหนึ่งในสาม “การมีวิตามินดีในร่างกายในระดับสูงสุด ช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างสารต่อต้านเชื้อโรคของตนเองขึ้นมาได้ โดยเฉพาะสาร LL–37 ที่ช่วยกำจัดไวรัสที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน” เอมี สกิลตัน นักธรรมชาติบำบัดกล่าว การออกไปโดนแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีในระดับที่สูงขึ้นได้ ผ่อนคลายเวลาขับรถ ถ้าคุณต้องนั่งไปในรถคันเดียวกับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่นาน 90 นาที คุณมีความเสี่ยงจะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายระหว่างร้อยละ 59–99 .9 นักวิจัยชาวอเมริกันและแคนาดาเตือนว่า แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับคนขับรถที่มีความเครียด ส่วนการเปิดหน้าต่างรถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดโรคได้เพียงร้อยละ 20 เพราะกระแสลมเพียงแต่พัดพาเชื้อโรคออกไปเท่านั้น “การมีระบบระบายอากาศที่เพียงพอในตัวอาคารจึงมีความสำคัญในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน” ศาสตราจารย์ลิเดีย

Read More

สยบสิวด้วยน้ำผึ้งมานูกา

Column: Well – Being น้ำผึ้งที่อยู่ในบ้านส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในตู้กับข้าวและเอาไว้ใช้ทาบนแผ่นขนมปัง แต่นับจากสมัยโบราณ น้ำผึ้งถูกนำมาใช้เป็นยา เพราะมีสรรพคุณในการสมานแผลอย่างได้ผลชะงัด “การที่น้ำผึ้งมีประสิทธิภาพในการสมานแผล เป็นเพราะตัวน้ำผึ้งมีน้ำตาลในปริมาณสูงมาก มีความเป็นกรด และมีไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ซึ่งถือเป็นสารพิษสำหรับเชื้อแบคทีเรีย” ศาสตราจารย์นูรอล ด็อกเซติน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ อธิบาย น้ำผึ้งมีกลิ่นที่หลากหลายแตกต่างกันมากมาย และทุกชนิดล้วนมีสรรพคุณทางยาทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ที่ผึ้งดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เพื่อทำเป็นน้ำหวาน อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ด็อกเซตินกล่าวว่า น้ำผึ้งมานูกามีคุณสมบัติพิเศษโดยเฉพาะ เพราะมีสารที่เรียกว่า เมทิลไกลโอซอล ซึ่งพบในน้ำหวานของเกสรดอกมานูกา ที่เป็นดอกไม้พื้นเมืองของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย สารประกอบเมทิลไกลโอซอล ทำให้เกิดคุณสมบัติต่อต้านเชื้อโรคในระดับที่สูงมาก ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยได้แม้แต่การเปลี่ยนคุณสมบัติจากการต้านแบคทีเรียมาเป็นยาปฏิชีวนะด้วยซ้ำ นิตยสาร GoodHealth จึงนำเสนอถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำผึ้งมานูกา และวิธีที่คุณสามารถนำมาใช้ประโยชน์ภายในบ้านดังนี้ เป็นยาสมานแผล “น้ำผึ้งมานูกาไม่เพียงมีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ แต่ยังกระตุ้นการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันของคุณ ซึ่งช่วยด้านการสมานแผลด้วย” ศาสตราจารย์ด็อกเซติน อธิบาย เนื้อเยื่อของร่างกายต้องการสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชุ่มชื้น เพื่อการสร้างใหม่และการสมานรักษา น้ำผึ้งช่วยคงสภาพแวดล้อมนี้ได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่นำไปสู่การติดเชื้อ ซึ่งยาทาแผลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ การทาน้ำผึ้งมานูกาลงไปตรงบริเวณแผลเฉพาะที่ ยังช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากบาดแผล และการต้านภาวะอักเสบอย่างแข็งขัน ทั้งยังช่วยลดแผลเป็นได้เช่นกัน บรรเทาอาการเจ็บคอ น้ำผึ้งถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอมาเป็นเวลานานแล้ว แต่น้ำผึ้งมานูกาสามารถฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ และนำไปสู่ภาวะติดเชื้อได้ด้วย “น้ำผึ้งมานูกาจะช่วยหล่อลื่นลำคอของคุณ” ดร.โชนา แบลร์ นักจุลชีววิทยาแนะนำ

Read More

อย่ามองข้าม…สมดุลระดับน้ำตาลในเลือด

Column: Well – Being น้ำตาลในเลือดคือปริมาณกลูโคสที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของคุณ และถ้าคุณคิดว่าไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเป็นอย่างไร ยกเว้นเมื่อคุณป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว ขอบอกว่าคุณกำลังคิดผิด ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่คุณบริโภคและดื่ม รวมทั้งการที่ร่างกายของคุณตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ดีแค่ไหน การรักษาเสถียรภาพและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณลดต่ำลงในชีวิตประจำวันและในระยะยาว สามารถช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และปกป้องคุณให้ปลอดภัยจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้อีกมากมายด้วย นิตยสาร GoodHealth นำเสนอกลยุทธ์ 8 ข้อเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลดังนี้ เติมซินนามอนในซีเรียล การบริโภคซินนามอนคราวละ 6 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนชาครึ่ง หมายความว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะลดลงร้อยละ 25 ภายใน 2 ชั่วโมงหลังอาหารเช้า ซินนามอนยังช่วยเสริมความไวของฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่สมดุลในระยะยาวด้วย ไม่อยู่เฉยช่วงก่อนและหลังมื้ออาหาร การเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อยก่อนกินอาหารและหลังมื้ออาหาร 15 นาที เป็นวิธีรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลรึ คำอธิบายข้อหนึ่งระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายมีผลในเชิงบวกต่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อดึงกลูโคสในกระแสเลือดออกมาใช้ ซอยย่อยช่วงนั่งติดเก้าอี้ให้สั้นลง นักวิจัยออสเตรเลียกล่าวว่า การลุกขึ้นจากเก้าอี้และออกเดินไปรอบๆ นาน 2 นาที ในทุกครั้งที่คุณนั่งต่อเนื่องกันนาน 20 นาที การเคลื่อนไหวร่างกายในระยะสั้นจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดช่วงหลังมื้ออาหารได้มากถึงร้อยละ 30 โดยประมาณ และระดับอินซูลินอีกราวร้อยละ 23 บริโภคขิงมากขึ้น เติมขิงผงเพียง

Read More

ยืดอายุขัยฉับไวทำได้ทันที

Column: Well – Being เชื่อไหมว่า การสร้างนิสัยบางอย่างตามหลักเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยให้คุณยืดอายุขัยให้ตัวเองมีอายุยืนยาวขึ้นได้ เป็นการสร้างนิสัยอย่างง่ายๆ ที่ทำได้ในทุกวันตามที่นิตยสาร GoodHealth นำเสนอดังนี้   อ่านหนังสือ 30 นาที เพิ่มอายุขัยได้ 2 ปี เพราะการอ่านหนังสือเป็นการออกกำลังกายสมอง รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพสมองในแง่ การมีความรู้สึกร่วม เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสติปัญญาเชิงอารมณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการรับรู้ของสมองที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มอายุขัยโดยอัตโนมัติ บริโภคแอปเปิล ผลการศึกษาปี 2016 ของออสเตรเลียระบุว่า การบริโภคแอปเปิลลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในอีก 15 ปีข้างหน้าได้มากกว่าหนึ่งในสาม เพราะแอปเปิลอุดมไปด้วยเส้นใย โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สำคัญของการเสริมสร้างสุขภาพ ให้บริโภคแอปเปิลทั้งเปลือก และถ้าเป็นไปได้เลือกแอปเปิลพันธุ์พิงค์เลดี้ เพราะในเปลือกของแอปเปิลพันธุ์นี้มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณเข้มข้นกว่าเนื้อ และแอปเปิลพิงค์เลดี้มีสารฟลาโวนอยด์มากกว่าพันธุ์อื่นๆ บริโภคถั่วเปลือกแข็งหนึ่งกำมือ ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในอีก 30 ปีข้างหน้าราวร้อยละ 20 เพราะถั่วเปลือกแข็งหรือนัท มีคุณค่าทางอาหารสูงลักษณะเดียวกับแอปเปิล คือมีทั้งเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งสารพฤกษเคมี และไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นักวิจัยต่างยกย่องว่า ถั่วเปลือกแข็งมีคุณสมบัติช่วยต้านอาการอักเสบ ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และทำให้หัวใจแข็งแรง แนะนำให้บริโภคถั่วเปลือกแข็งหลากหลายชนิดแทนการบริโภคเพียงชนิดเดียวซ้ำซาก และเลือกถั่วดิบที่ไม่ใส่เกลือ จดสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกขอบคุณ คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น 2 ปี

Read More

10 วิธีง่ายๆ เพื่อคลายเครียด

Column: Well – Being ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปจนกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ ชาวออสเตรเลียทุกสามในสี่คนยอมรับว่า ความเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาในระดับหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านสุขภาพกายและชีวิตความเป็นอยู่ และถ้าคุณอยู่ในข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากความเครียดนี้ด้วย นิตยสาร GoodHealth ชี้แนะว่า อย่าได้หวาดหวั่น เพราะมีหลากหลายวิธีที่ช่วยลดความเครียด ทำให้จิตคุณสงบลงได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ภาวะเครียดเกิดขึ้นกับคุณจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพบ่อยครั้งแค่ไหน แต่เป็นวิธีที่คุณและร่างกายของคุณมีปฏิกิริยาตอบโต้กับภาวะเครียดนั้นอย่างไร และต่อไปนี้เป็น 10 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยคลายเครียดได้อย่างน่าทึ่ง หาอะไรอ่าน ระดับความเครียดของคุณจะลดลงได้มากถึงร้อยละ 68 ภายในเวลาเพียง 6 นาทีเท่านั้น เหตุผลที่การอ่านช่วยลดความเครียดได้ดีพอๆ กับยาคลายเครียด เพราะคุณต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่าน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากเรื่องที่ทำให้เครียดได้เป็นอย่างดี ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจดีขึ้น และลดอาการตึงเครียดของร่างกายลงได้ เคี้ยวหมากฝรั่ง หลังจากเคี้ยวหมากฝรั่ง 10 นาที คุณจะรู้สึกผ่อนคลายลง เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดคือคอร์ติโซลในน้ำลายลดลง คอร์ติโซลจัดว่าเป็นตัวชี้วัดความเครียดจากจิตใจที่สำคัญตัวหนึ่ง ที่เป็นดังนี้เพราะการเคี้ยวส่งผลให้มีเลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และถ้าจะให้ผลดีที่สุด ขณะเคี้ยวก็ต้องออกแรงด้วยเล็กน้อย ทำงานศิลปะ งานศิลปะที่ว่าจะเป็นการระบายสีภาพหรืองานปั้นก็ได้ หลังจาก 45 นาทีระดับฮอร์โมนคอร์ติโซลจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นผลจากการพยายามหันมาใส่ใจกับงานสร้างสรรค์โดยไม่ต้องคำนึงว่า คุณมีฝีมือด้านนี้มาก่อนหรือไม่ หรือผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร คำอธิบายข้อหนึ่งคือ การที่คุณตัดสินใจหันมาทำงานศิลปะสื่อความหมายได้ว่า ความคิดเชิงลบที่มีอยู่เดิมถูกแทนที่ด้วยความคิดที่มีสุขมากขึ้นนั่นเอง มองสีเขียวของต้นไม้ การมองสีเขียวของต้นไม้ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นต้นไม้จริงเท่านั้น แต่ขอให้เป็น “สีเขียว” ที่อาจเป็นรูปภาพที่มีธรรมชาติเขียวขจี หรือสกรีนเซฟเวอร์สีเขียวก็ได้ ผลการศึกษาปี 2015

Read More

เสื้อผ้าทำร้ายคุณได้อย่างไม่คาดคิด

Column: Well – Being แปลกแต่จริง! ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เสื้อผ้าที่คุณสวมใส่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณได้อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน! เมื่อสวมเสื้อผ้าและแต่งตัวในตอนเช้า คุณอาจใส่ใจเพียงแค่ว่า ชุดที่สวมใส่ดูดีแล้วยัง และเหมาะสมกับสภาพอากาศในวันนั้นหรือเปล่า แทบไม่มีความคิดที่ว่า ชุดนั้นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องคิดถึงประเด็นนี้ให้มาก โดยเฉพาะในบางสถานการณ์ เสื้อผ้าของคุณอาจกระตุ้นให้เกิดผลที่ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งนิตยสาร GoodHealth นำเสนอให้พึงระวังดังนี้ สายเสื้อในเล็กไปทำให้ปวดศีรษะ ประเด็นนี้เป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อคุณมีขนาดเต้านมคัพซีหรือใหญ่กว่านั้น “สายเสื้อในที่คล้องตรงหัวไหล่ต้องรับน้ำหนักของเต้านม แต่ถ้าสายมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับขนาดเต้านมของคุณ สายเสื้อในสามารถกดลงบนหัวไหล่และบีบรัดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดไหล่ แขน คอ หรือศีรษะได้” ทิม อัลลาร์ไดซ์ นักกายภาพบำบัดอธิบาย เขายังกล่าวเสริมว่า โดยทั่วไปแล้วเสื้อในที่ไม่พอดีตัวยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ “ถ้าเสื้อในหลวมเกินไป กล้ามเนื้อที่คอและศีรษะต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บปวด” ผ้าใยสังเคราะห์ทำให้เกิดกลิ่นตัว แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวไม่ได้อาศัยอยู่บนผิวหนังเท่านั้น มันยังเจริญเติบโตได้ดีบนเสื้อผ้าโดยเฉพาะผ้าใยสังเคราะห์หรือโพลีเอสเตอร์ ดร.คริส คอลล์เวิร์ท นักวิจัยกลิ่นแห่งมหาวิทยาลัยเกนท์ของเบลเยียมแนะนำว่า การซักเสื้อผ้าในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงสามารถลดปริมาณแบคทีเรียได้ เช่นเดียวกับการนำเสื้อผ้าออกตากแดด เพราะแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลตที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าคุณทำตามทั้งสองวิธีแล้ว กลิ่นตัวบนเสื้อผ้าก็ยังคงอยู่ แสดงว่าแบคทีเรียปักหลักอยู่ในเนื้อผ้าเป็นการถาวรแล้ว คุณจะไม่มีวันกำจัดกลิ่นน่ารังเกียจนั้นได้ ชุดกระชับสัดส่วนทำให้นอนไม่หลับ นักวิจัยเกาหลีใต้กล่าวว่า การสวมชุดชั้นในประเภทกระชับสัดส่วนซึ่งรัดติ้ว ส่งผลให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนินได้น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ นอกจากนี้ ชุดกระชับสัดส่วนยังกดหรือรัดบริเวณกระเพาะอาหารตอนบน จึงเพิ่มความเสี่ยงของอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น ถ้าคุณมีปัญหานอนไม่หลับหรือกรดไหลย้อน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้มีสาเหตุจากชุดชั้นในที่กระชับสัดส่วน เสื้อผ้าสีเข้มดึงดูดยุง การที่คุณมักถูกยุงกัด อาจมีสาเหตุจากสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ได้ “เสื้อผ้าสีดำ น้ำเงิน

Read More

ขมิ้นชัน … ขึ้นชั้นยาที่โลกยอมรับ

 Column: Well – Being ขมิ้นชันสีเหลืองทองที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นเครื่องเทศที่เป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องแกงแสนอร่อยนั้น เพิ่งเป็นที่รับรู้กันเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์อย่างเอกอุและน่ามหัศจรรย์ต่อสุขภาพของเรา นิตยสาร GoodHealth แจกแจงรายละเอียดของสรรพคุณทางยาของขมิ้นชันที่เราอาจยังไม่รู้ในหลายแง่มุม รวมทั้งวิธีบริโภคเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อสู้กับโรคซึมเศร้า ขมิ้นชันมีเคอร์คูมินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารที่ทำให้เครื่องเทศชนิดนี้มีสีเหลืองทองสดใส เมื่อให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้รับเคอร์คูมิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลาสองเดือน จะช่วยให้พวกเขามีอารมณ์ที่ดีขึ้นมาก เพราะเคอร์คูมินช่วยลดกระบวนการอักเสบที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า ต่อต้านผลเสียจากอาหารไขมันสูงเมื่อเติมขมิ้นชันลงในอาหารหรือมื้ออาหารที่มีไขมันสูง ร่างกายจะตอบสนองต่อไตรกลีเซอไรด์ลดลงราวร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะการที่ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวหลังบริโภคอาหารไขมันสูง จะทำให้คุณค่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงจากโรคหัวใจ จึงแนะนำให้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ในการลดความรุนแรงของการเพิ่มไขมันไตรกลีเซอไรด์ในแต่ละครั้งที่บริโภคอาหารไขมันสูง เสริมความจำบริโภคขมิ้นชันเพียงหนึ่งกรัม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของกลไกด้านความจำที่เกี่ยวกับการทำงานได้ในทันทีหลังจากนั้น เพราะ “ความจำเกี่ยวกับการทำงาน” เป็นกลไกหนึ่งที่คุณใช้เพื่อเก็บและจัดการกับข้อมูลในสมองในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งหมายถึงคุณอาจพบว่า สามารถจัดการกับรายการของที่ต้องซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ง่ายขึ้น หรือนึกหมายเลขโทรศัพท์และวิธีใช้ต่างๆ ได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะเคอร์คูมินสามารถลดความอ่อนล้าของสมองได้ ด้วยการรักษาระดับพลังงานเอาไว้ อวัยวะในช่องท้องทำงานดีขึ้น บริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากขมิ้นชันเป็นเวลาสองเดือน สามารถลดอาการลำไส้แปรปรวนหรือไอบีเอส ซึ่งรวมถึงอาการท้องอืด ปวดท้อง และท้องผูก ได้มากราวร้อยละ 60 ที่เป็นดังนี้เพราะปัจจัยผสมผสานกันที่รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขมิ้นชันทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งเพราะขมิ้นชันส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดโคเลสเตอรอล ขมิ้นชันมีสรรพคุณนี้เพราะสารเคอร์คูมินนั่นเอง เมื่อให้คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการหัวใจวายได้รับเคอร์คูมินทุกวัน วันละ 45 มิลลิกรัมนานสองเดือน ปรากฏว่าโคเลสเตอรอลรวมและไขมันเลวหรือแอลดีแอลลดลงอย่างเห็นได้ชัด

Read More

โรคในช่องปากโยงถึงโรคหัวใจ, อัลไซเมอร์ และมะเร็ง

 Column: Well – Being การต้องให้ความสำคัญกับการแปรงฟันให้สะอาด ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพื่อความสวยงาม เพื่อให้คุณมีรอยยิ้มสวยงามน่าประทับใจอีกต่อไป ปัจจุบันสันนิษฐานว่า ภาวะเหงือกอักเสบที่มีสาเหตุจากการสะสมของคราบหินปูนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และมะเร็งเพิ่มขึ้น การเอาใจใส่กับการแปรงฟันให้สะอาด จึงเปรียบเสมือนการที่คุณได้ยกเครื่องสุขภาพของตนเองในระดับย่อยๆ เลยทีเดียว นิตยสาร GoodHealth นำเสนอการค้นพบใหม่ที่สำคัญยิ่งยวดต่อการเกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และมะเร็ง ว่า ล้วนเชื่อมโยงกับสุขภาวะในช่องปากที่มีปัญหาทั้งสิ้น การรักษาสุขภาพในช่องปากให้แข็งแรงจึงช่วย... ปกป้องสมองของคุณ ปัญหาโรคเหงือกมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดภาวะความจำเสื่อมเร็วขึ้น ผลการวิจัยใหม่บ่งชี้ว่า โรคอัลไซเมอร์อาจพัฒนาเร็วขึ้น 6 เท่า ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาโรคเหงือกในขณะที่เริ่มปรากฏอาการความจำเสื่อม ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า จริงๆ แล้วแบคทีเรียในช่องปากชนิด Streptococcus mutans มีอิทธิพลต่อสุขภาพของหลอดเลือดมาก เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนแอลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันปัญหาผิดปกติในช่องท้อง ผู้เชี่ยวชาญชาวอิหร่านระบุว่า การสูญเสียฟันเชื่อมโยงกับการเกิดอาการลำไส้แปรปรวน (ไอบีเอส) อย่างแน่นอน พวกเขาสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะการสูญเสียฟันทำให้การบดเคี้ยวอาหารที่มีกากใยสูงทำได้ยากลำบากขึ้น เมื่อบริโภคกากใยได้น้อย จึงเกิดปัญหาท้องผูก ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาในช่องท้องอื่น ๆ ตามมา เช่น ท้องอืด

Read More