Home >

เปิดโผอาหารที่ควร–ไม่ควรแช่เย็น

Column: Well – Being หัวเรื่องนี้อาจฟังดูแปลกๆ สักหน่อย แต่เป็นเรื่องจริงที่บางบ้านเก็บผักและผลไม้ทั้งหมดไว้ในเครื่องรักษาผักและผลไม้ในตู้เย็นให้กรอบอยู่เสมอ ขณะที่บางบ้านกลับวางเนยไว้บนเคาน์เตอร์ในครัว การที่คุณเก็บอาหารไว้ที่ไหนนั้น มีผลต่อคุณภาพและอายุของอาหารนั้นๆ แต่มีอาหารบางชนิดที่พวกเราส่วนใหญ่รู้สึกไม่เห็นด้วยกับวิธีเก็บรักษา นิตยสาร GoodHealth จึงเสนอแนะบริเวณที่เหมาะกับการเก็บรักษาอาหารอย่างถูกต้องดังนี้ แยมและของดอง ส่วนใหญ่แล้วก่อนเปิดขวดใช้ สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ แต่ปัจจุบันมีแยม มาร์มาเลด ของดอง และมะม่วงกวนจำนวนมากที่ผลิตโดยลดน้ำตาลลง ดังนั้น การเก็บไว้ในตู้เย็นจะช่วยถนอมให้อยู่ได้นานขึ้น ถ้าคุณทำแยมรับประทานเอง ให้เก็บในตู้เย็น เพราะฝาของภาชนะบรรจุปิดได้ไม่สนิทเหมือนอย่างที่ผลิตจากโรงงาน เนยเหลว บางคนไม่ชอบเก็บเนยเหลวไว้ในตู้เย็น เพราะทำให้มันแข็งขึ้น แต่การตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 30 องศาเซลเซียส ก็ทำให้เนยเหลวเหม็นหืนได้ การเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ในบรรจุภัณฑ์ที่มีมาแต่เดิม จะช่วยถนอมให้เนยเหลวนั้นคงความสดและอยู่ได้นานขึ้น ถ้าไม่ได้ใช้งาน นำขึ้นเก็บในช่องแช่แข็ง ทำให้เนยเหลวนั้นอยู่ได้นานถึง 12 เดือนเลยทีเดียว เซเลอรี, พริกชี้ฟ้า, แอปเปิล, เบอร์รี และองุ่น พืชสดที่มีปริมาณน้ำในตัวสูงจะยังคงฉ่ำและสดกรอบอยู่เสมอเมื่อเก็บไว้ในตู้เย็น และถ้าคุณชอบกินแอปเปิลที่แช่จนเย็นฉ่ำ บอกได้เลยว่าผลไม้ชนิดนี้แข็งพอที่จะทนทานกับความเย็นในตู้เย็นได้ ข้อควรจำคือ ก่อนนำผักและผลไม้เหล่านี้เข้าตู้เย็น อย่าเพิ่งล้างน้ำ เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้ แต่ให้ล้างน้ำจนสะอาดก่อนรับประทานเท่านั้น ซอสมะเขือเทศ ปัจจุบันกระบวนการผลิตซอสมะเขือเทศทำให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น และใส่สารถนอมอาหารน้อยลง เช่น เกลือ ซึ่งหมายความว่า จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น การลดปริมาณเกลือลงหมายความว่า

Read More

เชื่อไหม … คุณเปลี่ยนชีวิตได้ใน 15 นาที!

Column: Well – Being คุณคิดอยู่เสมอใช่ไหมว่า คุณไม่มีเวลามากพอสำหรับการปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน ระดับความแข็งแรงของร่างกาย อารมณ์ หรือสุขภาพของตัวคุณเอง คิดเสียใหม่ คุณสามารถทำอะไรได้มากมายใน 5, 10 หรือ 15 นาที ลองตรวจสอบดูแนวคิดที่นิตยสาร GoodHealth นำเสนอ แล้วคุณจะรู้สึกมีความสุขมากขึ้น และแข็งแรงขึ้นในภาวะเร่งรีบในชีวิตประจำวันที่คุณพูดตลอดเวลาว่า “ไม่มีเวลา” เพิ่มความสุขใน 5 นาที ปัจจุบันคนอเมริกันอยู่ในกระแสนิยมการเขียนบันทึก 5 นาที เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตนเอง วิธีการนั้นแสนง่าย เพียงกันเวลาครั้งละ 5 นาทีวันละ 2 ครั้ง เช้า–เย็น แล้วตอบคำถามที่เฉพาะเจาะจงและเกี่ยวข้องกับความสุข เช่น “อะไรทำให้วันนี้เป็นวันที่ดี” หรือ “คุณรู้สึกขอบคุณในเรื่องอะไร” หรือ “อะไรทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีกว่าวันวาน” ซึ่งบางคำตอบจะช่วยให้คุณตระหนักได้ว่า คุณมีชีวิตที่ดีอยู่แล้วอย่างไร ส่วนคำตอบอื่นๆ จะทำให้คุณลงมือกระทำเพื่อช่วยให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น อูจ แรมดาส ผู้ก่อตั้ง The Five Minute Journal อธิบายว่า “มันไม่ได้หมายความว่า คุณพยายามทำตัวเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ

Read More

เผยวิธีตั้งนาฬิกาชีวิตใหม่

นาฬิกาชีวิตของคุณทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมเมื่อคุณรู้สึกง่วงนอนหรือตื่นเต็มที่ ด้วยการสั่งการให้สมองหลั่งสารเคมีที่แตกต่างกันออกมา เพื่อตอบสนองวงจรการดำเนินชีวิตตลอดทั้งวันตั้งแต่กลางวันถึงกลางคืน แต่นาฬิกาชีวิตควบคุมเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ความรู้สึกอยากอาหาร และกลไกการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ดังนั้น เมื่อถูกรบกวนมันส่งผลรุนแรงมากกว่าแค่การทำให้คุณนอนไม่หลับ จริงๆ แล้วนาฬิกาชีวิตที่ไม่สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า ฯลฯ นิตยสาร GoodHealth นำเสนอวิธีปรับวิถีชีวิตของคุณให้สัมพันธ์กับนาฬิกาชีวิตในตัวคุณเพื่อสุขภาพที่ดีดังนี้ ตื่นนอนหลังฟ้าสาง ถ้าคุณตื่นนอนก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น คุณจะเริ่มต้นวันด้วยการมีระดับฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอลที่สูงกว่าปกติมาก หลังจากที่คุณลุกจากเตียง คอร์ติซอลจะยังคงอยู่ในร่างกายต่อไปอีกอย่างน้อย 45 นาที เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานเข้า การเพิ่มขึ้นของระดับคอร์ติซอลสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ ใช้พลังสมองก่อนเที่ยง นาฬิกาชีวิตของคุณจะทำงานอยู่ในระดับสูงสุดช่วงเวลาระหว่าง 9 โมงเช้าถึงเที่ยงวัน ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิในร่างกายของคุณเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้รู้สึกง่วงนอนก็ลดต่ำลงอยู่ในระดับต่ำที่สุดด้วย จึงเป็นภาวะผสมผสานที่ทำให้สมองของคุณอยู่ในสภาพตื่นตัวสูงสุด งีบหลับช่วงบ่าย 2–4 โมงเย็น เวลาบ่าย 2 โมงถึง 4 โมงเย็นเป็นช่วงเวลาที่ความตื่นตัวของคุณลดน้อยลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดของการเติมพลังด้วยการหาเวลางีบสัก 10 นาที หรือถ้าคุณไม่เลือกการงีบหลับ ให้ใช้เวลาคิดเกี่ยวกับปัญหาที่คุณต้องการหาทางแก้ไข เมื่อคุณรู้สึกเพลีย กระบวนการควบคุมตนเองในสมองของคุณจะอ่อนแอลง ทำให้ความคิดล่องลอยไปได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะของสมองที่กระตุ้นให้เกิดการหาทางแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รับมือความอยากอาหารตอนดึก โดยธรรมชาติแล้ว นาฬิกาชีวิตทำให้มีความโน้มเอียงที่จะเกิดความรู้สึกอยากอาหารในตอนดึก ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลากลางวันแล้ว อาหารประเภทแป้งที่มีรสหวานและเค็ม จึงดูจะเป็นที่ดึงดูดใจมากในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเวลานอน วิธีแก้ปัญหาคือ หลังอาหารเย็นไปแล้ว

Read More

ลืม anti–ageing ซะ หันมา pro–ageing กัน

Column: Well – Being การมีอายุมากขึ้นมักมาพร้อมกับการมีสุขภาพที่อ่อนแอลง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงในรูปร่างหน้าตาที่ถูกมองว่า ไม่น่าดู คำว่า “ศาสตร์ชะลอวัย” (anti–ageing) จึงเข้ามามีบทบาทในทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไปจนถึงพฤติกรรม ซึ่งล้วนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเช่นกัน เพราะมันเป็นการชี้นำว่า การมีอายุที่มากขึ้นและผลที่เกิดจากภาวะนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง นิตยสาร GoodHealth จึงยืนยันว่า ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว ! เพราะการมีอายุที่มากขึ้น สามารถนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้นในบางด้านได้อย่างจริงจัง รวมทั้งผลการวิจัยใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่า อายุไม่ใช่ตัวชี้วัดสุขภาพที่ดีที่สุดอีกต่อไป ดังนั้น การหันมาสนุกกับการใช้ชีวิตแนว pro–ageing สามารถทำให้คุณมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ในแต่ละปีที่ผ่านพ้นไปดังนี้ ผสมผสานกิจวัตรการออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางกายภาพเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ ผลการวิจัยพิสูจน์ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการออกกำลังกายเป็นประจำกับการมีความจำที่ดีขึ้น เมื่อคุณสามารถทำให้ติดเป็นนิสัยในขณะที่มีอายุมากขึ้น คุณมีแนวโน้มจะเป็นคน “สุขภาพดีตอนแก่” เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลดีที่สุด ให้เลือกออกกำลังกายที่แตกต่างกันสองสามอย่าง ซึ่งเป็นผลดีต่อเทโลเมียร์ (telomeres) ของคุณ เทโลเมียร์เป็นส่วนที่หุ้มอยู่ตรงส่วนปลายสุดของโครโมโซม ทำหน้าที่ปกป้องโครโมโซม เทโลเมียร์มีอิทธิพลต่อการที่เซลล์ของคุณมีอายุมากขึ้นได้เพียงใดก็คือ ยิ่งเทโลเมียร์ของคุณยาวมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีมากขึ้นเท่านั้น และการออกกำลังกายอย่างหลากหลายประเภทเมื่ออายุเลยเลข 40 ไปแล้ว จะช่วยรักษาความยาวของเทโลเมียร์ได้ เช่น ถ้าคุณเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างหนึ่ง คุณจะเสี่ยงต่อการมีเทโลเมียร์สั้นลดลงราวร้อยละ

Read More

เผยนิสัย “คนสุขภาพดี” ที่ควรเอาอย่าง

Column: Well – Being เราทุกคนคงรู้จักใครบางคนที่ดูเหมือนจะเป็นคนพะยี่ห้อ “สุขภาพดี” อยู่ตลอดเวลา คนประเภทนี้สามารถรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ได้ตลอดกาล มีพลังงานที่ไม่สิ้นสุด และดูเหมือนจะไม่เคยพ่ายแพ้ต่อไข้หวัดตามฤดูกาลและไข้หวัดใหญ่ ข่าวดี คือ นอกเหนือจากสาเหตุสำคัญคือการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแล้ว ทางเลือกในวิถีชีวิตดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญกว่า เพราะคนสุขภาพดีทั้งหมดจะมีทัศนคติและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน ที่ถือเป็นข่าวดียิ่งขึ้นไปอีก คือ นิสัยของพวกเขาทั้งหมดล้วนสามารถ “ฉกฉวยมาใช้” ได้ทั้งสิ้น นิตยสาร GoodHealth นำมาเปิดเผยให้รู้กันดังนี้ 1. พวกเขาไม่ปล่อยให้ความเครียดทำลายสุขภาพ เมื่อรู้สึกเครียด คนสุขภาพดีจะเข้าโรงยิมทันทีแล้วออกกำลังกายแทนการหันไปกินไวน์ โดยธรรมชาติแล้วความเครียดทำให้เราเบี่ยงเบนไปหาพฤติกรรมแย่ๆ ที่เคยทำ จึงแนะนำให้ทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ทำโดยอัตโนมัติให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง หลังจาก 6 สัปดาห์คุณจะพบว่ามันได้กลายเป็นนิสัยระยะยาวที่คุณยึดมั่นได้แม้เมื่ออยู่ในภาวะเครียด 2. พวกเขาเป็นคนประเภท “น้ำครึ่งแก้ว” การมองโลกในแง่ดีกับการมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน คนประเภท “น้ำครึ่งแก้ว” ไม่เพียงมีระดับสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเท่านั้น แต่ยังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่า และมีหัวใจที่แข็งแรงกว่า นอกจากนี้ คนที่มองโลกในแง่ดียังมีอายุยืนกว่าด้วย แนะนำให้ใช้เวลา 10 นาทีของทุกเช้า จดเป้าหมายของวันที่สามารถประสบความสำเร็จได้ และอีกสองสามอย่างที่คุณรู้สึกขอบคุณ หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ คุณจะรู้สึกมองโลกในแง่ที่ดีขึ้นมาก 3. พวกเขาเลิกพยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบ มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นระหว่างการมีเมตตาต่อตนเองกับกุญแจสำคัญเพื่อสุขภาพสี่ประการ

Read More

ฝึกสมองให้กินอาหารเพื่อสุขภาพ

Column: Well – Being คุณกำลังต่อสู้กับการกินอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ใช่ไหม นิตยสาร GoodHealth บอกว่า ได้พบเคล็ดลับบางอย่างที่ช่วยคุณได้ การเปลี่ยนนิสัยการกินไม่ได้จำกัดเฉพาะการซื้ออาหารที่คุณภาพดีขึ้นเท่านั้น การจะทำอย่างนั้นได้ คุณจำเป็นต้องสร้างความคิดเกี่ยวกับการกินเพื่อสุขภาพขึ้นมา ซึ่งต่อไปนี้เป็นทิปส์ 12 ข้อที่ช่วยได้ 1. เรียกตัวเองว่าเป็นคนรักผลไม้ ทันทีที่คุณเริ่มเรียกตัวเองว่าเป็นอะไรสักอย่าง คุณมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนั้นมากขึ้น เพราะสมองของคุณเริ่มเห็นว่า ชื่อที่คุณตั้งให้ตัวเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของคุณ “นี่คือแรงกระตุ้น และคุณจะแสวงหาพฤติกรรมที่เป็นการยืนยันอัตลักษณ์นั้น เช่น การซื้อและกินผลไม้มากขึ้น” แมนดา บรูว์เออร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวิโนนาของสหรัฐฯ กล่าว 2. ถามตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะกินผักไหม” เมื่อเราตั้งคำถามว่า เราจะมีพฤติกรรมที่เรามีแนวโน้มจะเลือกทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริงหรือไม่ ดร.นาตาลี เทย์เลอร์ แห่งมหาวิทยาลัยแม็คกัวรี แนะนำว่า เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด คำถามของคุณควรรวมถึงสี่ปัจจัยด้วยกันคือ การกระทำ เป้าหมาย เวลา และเนื้อหา ดังนั้น คุณจะกินผักมากขึ้น (การกระทำ) ตอนเวลาอาหารเย็น (เป้าหมาย) สัปดาห์ละ 4 ครั้ง (เวลา) ตอนที่ฉันทำอาหารเย็น (เนื้อหา) 3. หันหลังให้เครื่องชั่งสักระยะหนึ่ง ถ้าคิดว่าคุณมีน้ำหนักตัวเกิน

Read More

ทำไมถึงไอเรื้อรังไม่หายเสียที

Column: Well – Being ถ้าคุณมีอาการคันคอเรื้อรัง คุณอาจตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับชาวออสเตรเลียร้อยละ 5-10 ที่กำลังต่อสู้กับอาการไอเรื้อรัง “อาการไอเรื้อรัง คืออาการไอที่กินเวลานานกว่า 4 สัปดาห์” ศาสตราจารย์คริสติน เจนกินส์ หัวหน้าแผนกทดลองเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแห่งสถาบันเพื่อสุขอนามัยโลกจอร์จ อธิบาย “อาการไอเป็นอาการที่ธรรมดามาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เมื่อคนเป็นหวัดแล้วลงไปยังลำคอและทางเดินหายใจหลัก จะเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง” ขณะที่การติดเชื้อจากหวัดที่เกิดขึ้นทุกวันจะสามารถอธิบายสาเหตุของการไอเรื้อรังส่วนใหญ่ได้ คุณควรคุยกับแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ได้เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมากๆ นิตยสาร GoodHealth ชี้ให้เห็นถึงเบื้องหลังอาการไอเรื้อรังดังนี้ เสมหะไหลลงคอด้านหลังจมูก โรคไซนัสอาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเสมหะไหลลงคอด้านหลังจมูก อาการนี้ทำให้เซลล์ในกล่องเสียงคันหรือระคายเคือง และนำมาซึ่งการไอ อาการเหล่านี้ยิ่งรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน เมื่อมีเสมหะขังอยู่ในลำคอขณะที่คุณนอนลง นอกจากนี้ อาการภูมิแพ้ก็ทำให้เกิดผลอย่างเดียวกัน ให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาวิธีรักษาโรคไซนัสหรือโรคภูมิแพ้ “ถ้าคุณรู้สึกอยากไออย่ากลั้นเอาไว้ ให้ไอเอาเสมหะออกมา จากนั้นดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งเพื่อทำให้หายจากอาการระคายเคืองในลำคอ” ดร.แม็กดาเลนา ซิโมนัส แนะนำ กรดไหลย้อน อาการไอแห้งๆ อย่างนี้มีสาเหตุจากการที่อาหารไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะอาหาร และไหลเข้าไปบริเวณด้านหลังจมูก “อาการนี้เกิดขึ้นได้ถ้าวาล์วที่อยู่ระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารปิดไม่สนิท ทำให้อาหารที่ผ่านการย่อยแล้วไหลย้อนขึ้นมาสู่ลำคอและทำให้ไอ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นขณะกำลังนอนลง” ดร.ซิโมนัสอธิบาย สาเหตุเพราะเซลล์ที่เรียงตัวอยู่ในลำคอเกิดความระคายเคืองจากอาหารที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะอาหาร และเป็นการกระตุ้นให้ไอ “การไอจะแย่ลงถ้าคุณเข้านอนโดยมีอาหารเต็มกระเพาะ และคุณรู้สึกถึงรสของกรดที่ค้างอยู่ในลำคอ” ดร.ซิโมนัสกล่าวเพิ่มเติม คุณทำให้อาการไอนี้ทุเลาลงได้ด้วยการนอนหนุนหมอนสูง ไม่กินอาหารก่อนเข้านอน 3-4 ชั่วโมง หรือหลีกเลี่ยงอาหารหนัก และใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร โรคหอบหืด การไอเพราะโรคหอบหืดมักมีเสียงวี้ดร่วมด้วย ซึ่งจะแย่มากในช่วงกลางคืน

Read More

ตรวจสุขภาพ–สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชายทุกคน

Column: Well – Being ผู้ชายไม่ค่อยใส่ใจดูแลสุขภาพของพวกเขา เป็นที่รู้กันว่า พวกเขามักละเลยเรื่องจุกจิกทั้งทางกายภาพและทางอารมณ์ จึงมีแนวโน้มปฏิเสธการพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และผลก็คือ ผู้ชายบางคนอาจลงเอยที่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงก็ได้ เราต่างมีสามี ลูกชาย พ่อ พี่ชาย น้องชาย และเพื่อนผู้ชายที่เราห่วงใย ดังนั้น นิตยสาร GoodHealth จึงต้องการช่วยพลิกฟื้นแนวโน้มเชิงลบดังนี้ สุขภาพหัวใจ เมื่อพูดถึงสุขภาพหลอดเลือดหัวใจของผู้ชาย ความพึงพอใจคืออุปสรรคสำคัญ ดร.เดวิด คอลคูฮอน ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ชายไม่ค่อยยอมไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ และพวกเขาอาจไม่ค่อยตระหนักถึงปัจจัยที่ทำให้หัวใจอยู่ในภาวะเสี่ยงด้วย” “ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะภาวะของอาการซึมเศร้าและกระวนกระวาย ซึ่งเป็นความบกพร่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพหัวใจ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญพอๆ กับการสูบบุหรี่” การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับผู้ชายขณะมีอายุมากขึ้น โดยผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มจะสูบบุหรี่มากกว่าผู้ชายในช่วงวัย 20 ปี ขณะที่การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ มากมาย ดร.คอลคูฮอนกล่าวว่า “การดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยราว 20–30 กรัมต่อวัน อาจมีผลในเชิงป้องกันสำหรับสุขภาพหัวใจของผู้ชาย” ขณะที่อาหารคุณภาพเลวและปริมาณที่บริโภคอาจยังคงเป็นปัญหาอยู่ แต่ถือว่าสำคัญน้อยกว่าความจำเป็นในการตรวจวัดระดับความดันโลหิต ระดับโคเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดมาก วิธีป้องกัน ผู้ชายสามารถลดความเสี่ยงจากอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการไม่สูบบุหรี่ มีความกระฉับกระเฉงทางกายภาพ บริโภคอาหารที่อุดมด้วยไขมันดี และดูแลสุขภาพจิตของพวกเขา ดร.คอลคูฮอนแนะนำว่า “ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดของผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไปและอีกสองสามปีหลังจากนั้นคือ

Read More

ตัวเลขสัดส่วนที่ต้องรู้เพื่อสุขภาพของคุณ

Column: Well – Being ตัวเลขสัดส่วนเป็นการเปรียบเทียบปริมาณของสิ่งสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง และเมื่อเป็นสัดส่วนเกี่ยวกับสุขภาพ ต้องถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการคาดการณ์เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือการสร้างสมดุลจากวิถีชีวิตของคุณ นิตยสาร GoodHealth พูดถึงตัวเลขสัดส่วนที่คุณจำเป็นต้องรู้ดังนี้ 1:10 คือการหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเส้นใย 1 กรัมต่อคาร์โบไฮเดรต 10 กรัม คุณจำเป็นต้องรู้สัดส่วนนี้เพื่อให้แน่ใจว่า คุณเลือกธัญพืชเต็มเมล็ดที่ให้คุณประโยชน์สูงสุด โดยคาร์โบไฮเดรตจากธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นทางเลือกที่สำคัญต่อสุขภาพของคุณ เพราะเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตจากแป้งที่ผ่านการขัดสี เมื่อพิจารณาถึงอาหารแปรรูปประเภทขนมปังหรือซีเรียล จะเห็นได้ว่าบางชนิดมีธัญพืชเต็มเมล็ดในปริมาณสมดุลที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าชนิดอื่นด้วย การที่คุณจำสัดส่วนนี้ได้จะช่วยให้คุณสะดุดตาและมองเห็นได้ง่ายขึ้น วิธีการนั้นไม่ยาก เมื่ออยู่ที่ร้านค้า เพียงแค่อ่านดูฉลากสินค้าและเลือกแบรนด์ที่มีเส้นใยอย่างน้อย 1 กรัมต่อคาร์โบไฮเดรตทุก 10 กรัม หรือสัดส่วน 1:10 นั่นเอง “ถ้าเป็นอาหารที่มีสัดส่วนสมดุล ก็มีแนวโน้มด้วยว่าจะมีปริมาณน้ำตาล เกลือโซเดียม และไขมันทรานส์น้อยลงด้วย” นักโภชนาการ ซู บิงลีย์-พูลลิน แห่งซิดนีย์สรุป 5:1 คือจำนวนความเห็นเชิงบวกต่อเชิงลบที่คุณพูดในแต่ละวัน สัดส่วนนี้สามารถทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้างดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สัมพันธภาพระหว่างคนสองคนจะมั่นคงที่สุด เมื่อการสนทนาประกอบไปด้วยความคิดเห็นหรือท่าทีเชิงบวก 5 ครั้งต่อความเห็นเชิงลบเพียง 1 ครั้งหรือสัดส่วน 5:1 การหมกมุ่นคอยนับจำนวนครั้งอย่างเป๊ะๆ อาจนำคุณทั้งสองไปสู่ความขัดแย้งได้ ดังนั้น แทนที่จะคอยนับจำนวนครั้งของความเห็นเชิงบวกต่อเชิงลบ ให้ใช้วิธีกะดูคร่าวๆ เช่น

Read More

ทำไง…ไม่ให้หวัด & ไข้หวัดใหญ่มากล้ำกราย

Column: Well – Being ฤดูฝนที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที ได้ชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแสนทรมานสำหรับคนเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเลยก็ว่าได้ การใส่ใจเตรียมตัวเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย สามารถช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี อาทิ การให้ร่างกายได้รับวิตามินซีและสังกะสีเพิ่มขึ้น รวมทั้งการล้างมือบ่อยขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มีอีกหลายๆ มาตรการที่คุณสามารถทำได้เช่นกัน ดังที่นิตยสาร GoodHealth ได้นำเสนอกลยุทธ์ล่าสุดที่ช่วยปกป้องคุณจากการตกเป็นเหยื่อของเชื้อไวรัสตัวร้ายดังนี้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือกัน การจับมือทักทายกันตามธรรมเนียมชาวตะวันตก ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียระหว่างมือของคนสองคนมากกว่าการใช้กำปั้นชนกันระหว่าง 10–120 เท่า ในช่วงฤดูกาลที่หวัดหรือไข้หวัดใหญ่กำลังระบาด ให้พยายามรณรงค์การทักทายด้วยวิธีไม่ต้องสัมผัสมือกัน แต่ถ้าคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้วิธีจับมือกันอย่างหลวมๆ “การจับมือกันแล้วบีบมืออย่างแนบแน่น ทำให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียมากกว่าวิธีจับมืออย่างหลวมๆ” เดวิด วิทเวิร์ธ ผู้เขียนผลการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอเบอริสทวิธในสหราชอาณาจักรอธิบาย เพิ่มวิตามินดี การเพิ่มวิตามินดีให้แก่ร่างกายช่วยลดระดับความเสี่ยงจากการเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้อย่างน้อยหนึ่งในสาม “การมีวิตามินดีในร่างกายในระดับสูงสุด ช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างสารต่อต้านเชื้อโรคของตนเองขึ้นมาได้ โดยเฉพาะสาร LL–37 ที่ช่วยกำจัดไวรัสที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน” เอมี สกิลตัน นักธรรมชาติบำบัดกล่าว การออกไปโดนแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีในระดับที่สูงขึ้นได้ ผ่อนคลายเวลาขับรถ ถ้าคุณต้องนั่งไปในรถคันเดียวกับคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่นาน 90 นาที คุณมีความเสี่ยงจะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายระหว่างร้อยละ 59–99 .9 นักวิจัยชาวอเมริกันและแคนาดาเตือนว่า แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับคนขับรถที่มีความเครียด ส่วนการเปิดหน้าต่างรถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดโรคได้เพียงร้อยละ 20 เพราะกระแสลมเพียงแต่พัดพาเชื้อโรคออกไปเท่านั้น “การมีระบบระบายอากาศที่เพียงพอในตัวอาคารจึงมีความสำคัญในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน” ศาสตราจารย์ลิเดีย

Read More