Home >

รู้ได้ไงเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่?

Column: Well – Being เมื่อคุณไม่สบาย สิ่งที่ปรารถนาคือ ให้รู้สึกทรมานจากอาการป่วยนั้นน้อยลง แต่ในฤดูฝนอย่างนี้ จะแยกแยะอย่างไรว่าคุณเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่? ที่เป็นอย่างนี้เพราะมีอาการหลายอย่างที่เหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือ “ไข้หวัดใหญ่เหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วกินสเตียรอยด์” นพ.ดร.โจเซฟ ลาดาโป ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลอสแองเจลิส กล่าว “ผมเคยได้ยินคนไข้พูดว่า ‘นี่เป็นอาการย่ำแย่ที่สุดในชีวิต’” การจะหยุดอาการสูดจมูกบ่อย ๆ ให้ได้ คุณจำเป็นต้องรู้เสียก่อนว่าสาเหตุคืออะไร นิตยสาร Prevention นำเสนอคำอธิบายของแพทย์เกี่ยวกับวิธีแยกไข้หวัดธรรมดาออกจากไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา vs ไข้หวัดใหญ่ เหตุผลหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ว่า คุณเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่กันแน่ เป็นเพราะมีข้อแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงไม่กี่ข้อระหว่างสองอาการนี้ อาการไข้หวัดธรรมดา จะแสดงอาการเริ่มแรกตั้งแต่ส่วน เหนือลำคอขึ้นไป ได้แก่ - น้ำมูกไหล - ไอและจาม - เจ็บคอ - ต่อมน้ำเหลืองบวมเล็กน้อย - ปวดเมื่อยและปวดตามลำตัวเล็กน้อย อาการไข้หวัดใหญ่ จะแสดงอาการทั้งส่วน เหนือและใต้ลำคอ ลงมา โดยคุณมีอาการของไข้หวัดธรรมดาทั้งหมดรวมทั้ง - ไข้สูงกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ - ไอมีเสมหะ - อ่อนเพลียและอ่อนล้า - หนาวสั่น - อาเจียน - ท้องร่วง - ปวดเมื่อยทั้งตัว ตกลงเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่? ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดระหว่างสองอาการไข้หวัดคือ

Read More

วิธีธรรมชาติแก้คลื่นไส้… ไม่ต้องกินยา

Column: Well – Being คำว่า “คลื่นไส้” กระตุ้นประสบการณ์สุดสยอง จากการที่คุณเกิดความรู้สึกเหมือนมีระลอกคลื่นปั่นป่วนอยู่ในกระเพาะอาหาร และมักเกิดขึ้นก่อนการอาเจียน แม้จะเป็นอาการเลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่อาการคลื่นไส้เป็นการแสดงออกถึงภูมิปัญญาของร่างกายด้วย เหมือนกับการที่เกิดอาการหิว ที่เตือนให้เราต้องกินอาหารให้อิ่มในยามที่ร่างกายต้องการอาหาร แต่อาการคลื่นไส้สื่อการกระทำในทางตรงข้าม คือ เราจำเป็นต้องทำให้กระเพาะอาหารว่างเปล่า ไม่อย่างนั้นแล้วสุขภาพของคุณจะย่ำแย่ ดังนั้น เมื่อมีอาการคลื่นไส้จึงไม่จำเป็นต้องหาทางกำจัด เช่น ในกรณีของอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่ของการตอบสนองที่เหมาะสมที่สุด คือ ยอมโอนอ่อนไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น นั่นคือ คลื่นไส้แล้วปล่อยให้อาเจียนออกมา ทันทีที่อาเจียน คุณได้ลดศักยภาพการทำลายล้างของพิษ หรือเชื้อโรค และมักทำให้คุณรู้สึกสบายตัวขึ้นเกือบจะในทันที มีหลายวาระด้วยกันที่อาการคลื่นไส้จู่โจมคุณอย่างไม่ทันตั้งตัว นั่นคือในระหว่างเดินทาง เช่น เมื่อคุณรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนขณะอยู่บนดาดฟ้าเรือที่โคลงเคลงเพราะแรงคลื่น ยาที่ช่วยแก้คลื่นไส้มีหลากหลาย ที่นิยมมากที่สุดตัวหนึ่งคือ dimenhydrinate (Dramamine) แต่อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือ ปวดศีรษะ เวียนหัว และง่วงซึมอย่างรุนแรง ทำให้ยาตัวนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ต้องขับรถ หรือผู้ที่จำเป็นต้องจดจ่อกับงานและต้องตื่นตัวอยู่เสมอ นิตยสาร Prevention เสนอให้ลองใช้วิธีธรรมชาติโดยไม่ต้องกินยาดังนี้ ขิงช่วยได้ การวิจัยพบว่า สารที่อยู่ในแง่งขิงที่เรียกว่า จินเจอรอล ช่วยระงับการหลั่งเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นหลักให้เกิดอาการคลื่นไส้ หากต้องการรักษาหรือป้องกันอาการคลื่นไส้ แนะนำให้ชงขิงผงครึ่งช้อนชาในน้ำหนึ่งแก้ว หรือกินขิงผง

Read More

ว่ายน้ำเผาผลาญแคลอรีได้เท่าไร?

Column: Well – Being ถ้าคุณเคยกระโดดลงไปในสระว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คุณย่อมรู้ดีว่า การว่ายน้ำต้องออกแรงหนักหน่วงมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับการวิ่งหรือปั่นจักรยาน ที่น่าทึ่ง แม้ว่ายน้ำไปแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น มันทำให้คุณหายใจหอบได้แค่ไหน นิตยสาร Shape จึงช่วยคุณคำนวณการเผาผลาญแคลอรีดังนี้ ข้อดีของการว่ายน้ำ “ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง” โรเชลล์ แบ็กซ์เตอร์ ผู้ฝึกสอนผู้ได้รับอนุญาตและนักไตรกีฬากล่าว นอกเหนือจากข้อดีที่ว่า ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำ ซึ่งกลายเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับการฟื้นฟูร่างกาย และการป้องกันการบาดเจ็บ “มันยังช่วยเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก สร้างความแข็งแกร่ง และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น” เหตุผลที่การว่ายน้ำดีมากสำหรับคุณ คือ ทุกครั้งที่คุณดึงแขน เตะน้ำ หรือว่ายท่าต่างๆ คุณกำลังออกแรงดึงแขนในน้ำโดยสู้กับแรงต้านของน้ำ ซึ่งมีความหนาแน่นกว่าอากาศมาก “วิธีนี้เป็นการสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญแคลอรีที่สำคัญ” แบ็กซ์เตอร์อธิบาย “ขณะที่คุณกำลังเผาผลาญแคลอรีนั้น คุณกำลังสร้างกล้ามเนื้อไร้ไขมันในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งหมายความว่า คุณจะเผาผลาญแคลอรีต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันด้วย” ว่ายน้ำเผาผลาญแคลอรีได้เท่าไร? การจะคำนวณว่าคุณเผาผลาญแคลอรีได้เท่าไรในขณะกำลังว่ายน้ำ เริ่มแรกคุณต้องเข้าใจวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินปริมาณพลังงานที่ร่างกายของคุณใช้ในระหว่างการทำกิจกรรมทางกายภาพ หน่วยที่ใช้เรียกว่า MET (metabolic equivalent) และมันวัดว่าร่างกายของคุณทำงานหนักแค่ไหนเมื่อเกี่ยวข้องกับการพัก เมื่อคุณนอนเล่นหรืออยู่ในภาวะพัก ร่างกายของคุณเผาผลาญ 1 MET ซึ่งเท่ากับ 1 แคลอรีต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อชั่วโมง ถ้าคุณรู้ว่ากิจกรรมที่ทำเผาผลาญได้กี่ MET และรู้น้ำหนักตัว คุณสามารถคำนวณจำนวนแคลอรีที่เผาผลาญได้ขณะกำลังทำกิจกรรมนั้น

Read More

พึงระวัง… หิวตลอดเวลาอาจไม่ใช่หิวจริง

Column: Well – Being เมื่อท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ คุณเริ่มเดินวนรอบโต๊ะหรือตู้กับข้าวเพื่อหาอะไรขบเคี้ยว แม้เพิ่งผ่านมื้ออาหารมาได้ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ! อาการนี้ฟังดูคุ้นเคยใช่ไหม? ถ้าคุณรู้สึกหิว ตลอดเวลา มันต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายของคุณแน่ๆ ดร.ซูซาน อัลเบอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านการกินอย่างระมัดระวังและผู้เขียนหนังสือ Hanger Management อธิบายว่า ผู้มีอาการหิวตลอดเวลาอย่างนี้ จริงๆ แล้วมีแค่ไม่กี่คนที่หิวเพราะเกี่ยวข้องกับความต้องการอาหาร “ในแต่ละวันเราต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอาหารนับร้อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแรงกระตุ้นไม่ได้มาจากความหิวจริง เราถูกแวดล้อมด้วยอาหารตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน ถูกครอบงำด้วยความเครียดและอารมณ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พฤติกรรมการกินส่วนใหญ่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์” นิตยสาร Prevention แจกแจงเหตุผลสำคัญๆ ที่อาจทำให้คุณอยู่ในภาวะหิวตลอดเวลา กินไม่อิ่มในมื้ออาหาร สำหรับเหตุผลแรก ขอให้ยอมรับพฤติกรรมนี้: ถ้าคุณเพียงแค่หยิบเฉพาะจานแตงกวา หรือพยายามจำกัดปริมาณอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นการจำกัดอาหารแต่ละกลุ่มเกือบทั้งหมด คุณจะอยู่ในภาวะหิวโหยต่อไป จากนั้นคุณจะกลับไปหาอาหารขบเคี้ยว ซึ่งชนะจุดประสงค์หลักของความพยายามลดปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่คุณทำมา วิธีที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเดินออกจากห้องครัวไปยังห้องนั่งเล่นคือ ให้เพิ่มสารอาหารอันหลากหลายเข้าไปในมื้ออาหาร เช่น โปรตีน ไขมันดี (ลูกนัต อะโวคาโด น้ำมันมะกอก) และเส้นใย ดร.อเล็กซานดรา โซวา ผู้ก่อตั้ง SoWell Health อธิบายว่า

Read More

ออกกำลังกายทำผิวอ่อนเยาว์ขึ้น 25 ปี!

Column: Well – Being ผิวหนังเป็นอวัยวะใหญ่ที่สุดในร่างกายของคุณ การออกกำลังกายได้ชื่อว่า ช่วยรักษาอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ในรูปแบบของการต่อสู้ ทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผิวหนังมีความสามารถต่อต้านความชราและความเสียหายด้านอื่นๆ นิตยสาร Shape กล่าวว่า เมื่อหัวใจคุณเริ่มเต้นแรงขึ้น กล้ามเนื้อจะปั๊มโปรตีน (IL – 15) มากขึ้น ซึ่งให้พลังงานทำให้ไมโตคอนเดรียของเซลล์ผิวหนังอ่อนเยาว์ขึ้น การศึกษาของมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์แห่งเมืองออนแทริโอ ประเทศแคนาดา ระบุว่า สามารถทำให้ผิวหนังอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงในระดับส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้ถึง 25 ปีด้วยซ้ำ ในเวลาเดียวกัน การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายของคุณควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน ช่วยลดสาร AGEs (advanced glycation end products) ซึ่งเป็นตัวทำลายโปรตีนในผิวหนัง และทำให้โครงสร้างคอลลาเจนถูกทำลาย ทำให้ผิวหนังไม่สามารถยืดหยุ่นได้ เป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ผิวหนัง แม้แต่เหงื่อเม็ดเป้งๆ ก็ยังเป็นคุณต่อผิวหนังของคุณ ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดยืนยันถึงข้อดีดังนี้ การออกกำลังกายแร่งกระบวนการซ่อมแซม การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการฉีกขาดขนาดจิ๋วในกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตัวเร่งอยู่เบื้องหลังที่ทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยในวันรุ่งขึ้น แต่นั่นเป็นการกระตุ้นเส้นใยให้เกิดกระบวนการสร้างใหม่อย่างแข็งแกร่งขึ้น ในกรณีของผิวหนัง การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายโดยทั่วไปไม่ว่าจะแบบฝึกกล้ามเนื้อหรือคาร์ดิโอ ช่วยสร้างภาวะเป็นกลางให้การอักเสบทั่วร่างกาย ด้วยการผลิตโปรตีนต่อต้านการอักเสบออกมา ขณะเดียวกันก็ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดคือ คอร์ติซอลด้วย “การอักเสบเป็นต้นตอสำคัญของการที่ผิวหนังแก่ตัวลง ดังนั้น อะไรก็ตาม

Read More

ฝึกดูแลตนเองไว้รับมือไมเกรน

Column: Well-being เมื่อมีอาการตกค้างจากปวดศีรษะก็แย่พออยู่แล้ว แต่ถ้ายังถูกคุกคามจากอาการปวดไมเกรนล่ะ? ลองนึกภาพดูว่าจะยิ่งแย่แค่ไหน? ถ้าคุณโชคร้ายเป็นผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานจากไมเกรน (อาการปวดศีรษะข้างเดียว) ไม่ว่าจะนานแค่ไหน คุณรู้ดีว่าสมองและร่างกายรู้สึกอย่างไรหลังจากการคุกคามนั้นผ่านพ้นไป คุณจะรู้สึกเหนื่อยล้า ใจสั่น อารมณ์ฉุนเฉียว และอาจรู้สึกเหมือนกำลังร้องไห้ ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ แต่คุณต้องกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งหนึ่งด้วยวิถีปฏิบัติเพื่อดูแลตนเองซึ่งจะทำให้รู้สึกดี ที่ต้องสังเกตอย่างหนึ่งคือ กิจกรรมดูแลตนเองเหล่านี้จะทำเมื่อคุณผ่านพ้นอาการปวดไมเกรนไปแล้ว และไม่แนะนำว่าการฝึกนี้เป็นวิธีบำบัดโรคไมเกรนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ดร.เอลิซาเบธ เซ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มหาวิทยาลัยเยชิวา กล่าวว่า เมื่อรวมเอาการฝึกดูแลตนเองและเทคนิคการผ่อนคลายมารวมอยู่ในวิถีชีวิตปกติของคุณ มีเครื่องบ่งชี้ว่า สามารถลดความถี่ของการปวดไมกรนได้ นิตยสาร Shape แจกแจงรายละเอียดการฝึกดูแลตนเองไว้รับมือกับอาการปวดไมเกรนดังนี้ กินอาหารบ้าง ดร.เซ่ง กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าการกินอาหารที่มีประโยชน์โดยซอยย่อยเป็นมื้อเล็กๆ วันละหลายมื้อ สามารถช่วยควบคุมไมเกรนให้สงบลงได้ อันที่จริง เป็นที่รู้กันว่าการอดอาหารบางมื้อ ทำให้มีอาการปวดไมเกรนพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งเป็นนิสัยการกินที่แย่พอๆ กับความเครียดและการนอนไม่พอ ที่อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดไมเกรนเร็วขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุเสมอไป ดร.เซ่งจึงแนะนำให้กินอะไรบ้างหลังถูกไมเกรนคุกคาม (ทันทีที่อาการคลื่นไส้หายไป) ขณะที่คุณต้องการจะผ่อนคลายกลับไปสู่สุขภาพปกติโดยเร็ว อาหารโดยรวม เช่น ผัก ผลไม้ โปรตีนไร้มัน จะช่วยฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องทุกข์ทรมานกับการอาเจียน ดร.เซ่งสนับสนุนให้คุณกินอาหารที่ทำให้คุณมีความสุข ฝึกหายใจลึกๆ คุณเพิ่งผ่านประสบการณ์ที่ทำร้ายคุณทั้งทางร่างกายและจิตใจมาหมาดๆ คุณจำเป็นต้องลดความเครียดอย่างรวดเร็ว

Read More

เผยแหล่งโพแทสเซียมที่สูงกว่ากล้วย

Column: Well – Being เมื่อคิดถึงสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ใจของคุณอาจกระโดดไปที่โปรตีน เส้นใย วิตามินดี หรือแม้แต่โอเมก้า–3 แต่โพแทสเซียมล่ะ? สารอิเล็กโตรไลต์สำคัญตัวนี้อาจไม่อยู่ในความคิดของคุณด้วยซ้ำ โพแทสเซียมมีบทบาท คือ ช่วยให้เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อของคุณสื่อสารกันได้ ช่วยขนส่งสารอาหารอื่นๆ เข้าสู่เซลล์ในร่างกาย และช่วยรักษาระดับของโซเดียมในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า หากร่างกายได้รับโพแทสเซียมไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง (เพราะโพแทสเซียมสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเกลือ) และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ ข่าวดีคือ คุณสามารถหาแหล่งโพแทสเซียมได้มากเกินความต้องการจากอาหารทุกชนิด แต่ถ้าคุณตั้งธงว่าต้องเป็นกล้วยเท่านั้น อาจไม่เร็วนักที่ร่างกายจะได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ เพราะกล้วยขนาดกลางหนึ่งผลให้โพแทสเซียม 422 มิลลิกรัม หรือประมาณร้อยละ 9 ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (DV) คือ 4,700 มิลลิกรัม คุณสามารถหาได้จากผลไม้และผักต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นิตยสาร Prevention แนะนำอาหาร 16 ชนิดที่มีโพแทสเซียมมากกว่ากล้วยหนึ่งผลดังนี้ มันเทศ มันเทศอบขนาดกลางหนึ่งหัว มีโพแทสเซียม 542 มิลลิกรัม หรือร้อยละ 12 ของ DV มันเทศยังอุดมด้วยวิตามินเอ ที่ดีต่อสายตา วิตามินซี

Read More

12 สาเหตุทำหน้าคุณเหี่ยวย่นก่อนวัย

Column: Well – Being นิตยสาร Shape เสนอบทความการค้นพบ 12 สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นและริ้วรอยที่เกิดจากวัย พร้อมทั้งชี้แนะวิธีเปลี่ยนนิสัยในชีวิตประจำวันของคุณเพื่อรักษาใบหน้าไว้ดังนี้ อาหารก่อภาวะอักเสบ สิ่งที่อยู่บนจานอาหารเป็นสาเหตุของรอยเหี่ยวย่นได้ ลองคิดดูง่าย ๆ คุณกินอาหารวันละ 3 มื้อหรือมากกว่า และถ้าอาหารในชีวิตประจำวันของคุณเต็มไปด้วยอาหารประเภทน้ำมันพืช มาการีน เนื้อแดง ขนมปังขาว อาหารแปรรูปหรืออาหารรสหวานเพราะน้ำตาล คุณไม่ได้ทำให้ผิวหนังชอบใจแม้แต่น้อย อาหารเหล่านี้สามารถเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจเร่งการก่อตัวของรอยเหี่ยวย่นได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า glycation นอกจากนี้ น้ำตาลในอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงยังทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินอ่อนแอลง เพื่อป้องกันการแก่ก่อนวัย ให้เน้นอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า–3 และกรดอัลฟา–ไลโนเลอิค เช่น เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ อะโวคาโด ปลาแซลมอน และน้ำมันมะกอก อาหารเหล่านี้จะช่วยให้ผิวของคุณคงความอ่อนนุ่มแลดูยืดหยุ่นด้วย ให้แน่ใจว่าได้ให้ความสำคัญกับผักและผลไม้ด้วยเช่นกัน ผลิตผลที่สดนั้นอุดมด้วยสังกะสี เซเลเนียม วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญของการผลิตคอลลาเจน ซึ่งทำให้ผิวหนังในร่างกายของคุณเต่งตึง รวมทั้งป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ทางเลือกที่ดีสองอย่างคือ พริกหวานสีแดงและแคร์รอต ถ้าไม่ชอบให้หันมาบริโภคบรอกโคลีเพียงหนึ่งถ้วยมีปริมาณวิตามินซีที่แนะนำให้บริโภคในแต่ละวันครบทั้งร้อยละ 100 ท้ายที่สุด ต้องให้แน่ใจว่าคุณบริโภคโปรตีนมากพอ ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า การบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอสามารถเป็นสาเหตุให้เกิดการฉีกขาด รอยเหี่ยวย่น

Read More

โรคสมองเสื่อมทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น …อย่างไร?

Column: well-being ไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาวะสมองเสื่อมเป็นโรคที่แสนโหด แต่รายงานใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขว่า ในระยะไม่ถึงสองทศวรรษ การเสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 เท่า ศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติระบุรายละเอียดว่า ปี 2000 โรคสมองเสื่อมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 30.5 คนต่อแสนประชากร และพุ่งพรวดขึ้นเป็น 66.7 คนต่อแสนประชากรในปี 2017 โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 46 ของการเสียชีวิตด้วยโรคสมองเสื่อมปี 2017 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ระบุว่า ภาวะสมองเสื่อมเป็นคำที่ใช้อธิบายกลุ่มของเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความคิด ความทรงจำ และพฤติกรรมได้มากพอที่จะรบกวนชีวิตประจำวันของคนคนหนึ่ง สถาบันชราศาสตร์แห่งชาติระบุเงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงโรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อมจากลิววี่ บอดี้ โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม และโรคสมองเสื่อมเหตุสมองขาดเลือด ทำไมจึงมีผู้เสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมมากขึ้น ความเห็นของ นพ.เดวิด เอ. เมอร์ริลล์ นักประสาทวิทยาและจิตแพทย์ผู้สูงอายุแห่งศูนย์สุขภาพประจำโพรวิเดนซ์ เซนต์ จอห์น เมืองซานตา โมนิก้า รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่กล่าวว่า เป็นเพราะหลายปัจจัยร่วมกัน “มันเป็นสึนามิสีเงิน” เขาอธิบาย “คนมีอายุยืนยาวขึ้นและก้าวเข้าสู่วัยชรา และเราก็รู้ว่าอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ที่สำคัญที่สุดของโรคสมองเสื่อม” นอกจากนี้ เขาเพิ่มเติมว่า “ชุมชนการแพทย์และคนทั่วไปยังตระหนักถึงโรคนี้มากขึ้นด้วย

Read More

หมอแนะวิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุดหลังหมดประจำเดือน

Column: Well – Being ตอนนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในภาวะกำลังหมดประจำเดือน หรือผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาแล้วก็ตาม คุณอาจสังเกตว่า การลดน้ำหนักทำได้ยากขึ้น และ “ความคิดนี้ไม่ได้วนเวียนอยู่ในหัวของคุณเท่านั้น” พญ. อแมนด้า ฮอร์ตัน สูตินรีแพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ กล่าว “มันยากจริง ๆ กับการพยายามลดน้ำหนักในช่วงนี้” นิตยสาร Prevention ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า พญ.ฮอร์ตันยังกล่าวว่า จริง ๆ แล้วผู้หญิงช่วงอายุเกิน 50 ปีและ 60 ปี จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1.5 ปอนด์ต่อปี ที่เป็นอย่างนี้สาเหตุเพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงในระหว่างหมดประจำเดือน สามารถเปลี่ยนสมดุลของระดับฮอร์โมนเลปตินและเกรลินได้ ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้ทำหน้าที่ควบคุมความหิว และทำให้เกิดความอยากอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ความเครียด อาการนอนไม่หลับ และการกินยาบางตัวก็เป็นสาเหตุของการเพิ่มน้ำหนักได้ “สาเหตุทุกอย่างที่นำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักยังทำให้การลดน้ำหนักทำได้ยากด้วย แต่เราเชื่อมั่นว่าทำได้ เพียงต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องเท่านั้น” นพ.วิลเลียม แยนซี ผู้อำนวยการโครงการประจำศูนย์ Duke Diet and Fitness

Read More